ความขัดแย้งสุดโต่ง
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1453
ผมเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ จึงนึกถามตัวเองว่าในภาวะตึงเครียดเพราะความขัดแย้งสุดโต่งที่สังคมไทยเผชิญอยู่เวลานี้ ประวัติศาสตร์มีคำอธิบายและคำตอบอะไรบ้าง
ประวัติศาสตร์สั่งสมประสบการณ์ของสังคมที่เผชิญความขัดแย้งสุดโต่งเช่นนี้มากกว่าวิชาอื่นใด อย่างน้อยก็น่าจะอธิบายสภาวะเช่นนี้ได้ แต่คงต้องอาศัยนักเรียนประวัติศาสตร์ที่เก่งกว่าผมแยะ
แต่ก่อนที่คนเก่งๆ จะทำ ผมขอทำด้วยคุณภาพด้อยๆ แบบผมไปก่อนครับ
ความขัดแย้งสุดโต่งต่างจากความขัดแย้งธรรมดาตรงที่ว่า สิ่งที่ขัดแย้งกันนั้นมีผลกระทบต่ออนาคตระยะยาวของสังคม หรือบางส่วนของสังคม เช่น จะมีทาสหรือไม่มีทาส, จะวางรูปแบบของรัฐอย่างไร, จะเปิดให้โครงสร้างของชนชั้นนำมีคนอื่นเข้ามาร่วมด้วยมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ ไม่ใช่เรื่องของความเห็นไม่ลงรอยที่มีผลต่ออนาคตไม่ยืนนานนัก เช่น จะขายข้าวถุงธงฟ้าหรือไม่ หรือจะแจกเงิน-คูปองคนจนหรือไม่และอย่างไร
ผมเข้าใจว่า แทบจะทุกสังคมสมัยใหม่ได้เคยเผชิญกับความขัดแย้งสุดโต่งมาแล้วทั้งนั้น บางสังคมรอดมาได้ โดยไม่เกิดความรุนแรงมากนัก บางสังคมกลืนความสุดโต่งเข้าหากันได้โดยสงบ และบางสังคมต้องผ่านการนองเลือด หรือทุกข์ยากขนาดเลือดเข้าตา
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะของความขัดแย้งสุดโต่ง จะมีปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันคือ
ประการแรก ความสุดโต่งของทั้งสองฝ่ายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ มักดึงเอาคนอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างสองขั้วเข้าไปร่วมได้มาก
แต่เพราะความสุดโต่งเป็นสีที่ไม่มีเฉดหรือไม่มีความเหลื่อมของสี ยอมรับความแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยไม่ได้ คนทั่วไปจึงถูกบังคับให้เลือกข้างและต้องเลือกกันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
และด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ได้ยืนอยู่ที่จุดเดียวกับพวกสุดโต่ง แต่ยืนอยู่ระหว่างสองขั้ว เพียงแต่ว่าเสียงสุดโต่งจะดังกลบเสียงอื่นไปหมด ในขณะที่ความสุดโต่งมักจะข่มขู่คุกคามมิให้เกิดความต่าง หรือความเหลื่อมของสี จนกระทั่งคนส่วนใหญ่ไร้เสียง คนส่วนใหญ่จึงไร้ตัวตนในความขัดแย้งสุดโต่ง
ในสภาวะเช่นนี้ ความระแวงต่อกันในสังคมจะมีสูงมาก ไม่เฉพาะแต่ระหว่างขั้วที่สุดโต่งทั้งคู่เท่านั้น แม้แต่คนทั่วไปซึ่งอยู่ตรงกลางก็เช่นกัน เพราะโลกบิดเบี้ยวที่ฝ่ายสุดโต่งทั้งสองขั้วจำลองออกมาให้เห็น เป็นโลกที่มีเพียงสองขั้ว ไม่ว่าใครจะพูดอะไรหรือทำอะไร วิธีวิเคราะห์ความหมายของคำพูดและการกระทำนั้นจึงเหลืออยู่มิติเดียวคือ เขาอยู่ฝ่ายไหนกันแน่
ไม่มีข้อเสนอใด ไม่ว่าจะมาจากใคร ที่ได้รับการพิจารณาว่าปราศจากวาระซ่อนเร้น หากคุณเสนอให้เลี้ยวซ้าย นั่นแปลว่ากำลังหลอกให้ตกคลอง ให้เลี้ยวขวาคือหลอกให้เข้ารกเข้าพง วิธีคิดของผู้คนกลายเป็น “ซาก๊กนั้ง” หรือตัวละครในสามก๊กไปหมด มีแต่เล่ห์เพทุบายที่คนอื่นต้อง “อ่านเกมส์” ให้ออก ข้อเสนอใดๆ จึงไม่มีโอกาสถูกพิจารณาตามเนื้อผ้า
ปรากฏการณ์เช่นนี้เคยเกิดในระหว่างความขัดแย้งสุดโต่งในสังคมอื่นมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยแห่งความสะพึงกลัว หลังปฏิวัติฝรั่งเศส, ก่อนสงครามกลางเมืองในสหรัฐ, หลังปฏิวัติรัสเซีย, ก่อนและระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาในญี่ปุ่น, ก่อน 6 ตุลาในประเทศไทย, ฯลฯ
ในภาวะเช่นนี้ “คนกลาง” จึงตกที่นั่งลำบาก ไม่แต่เพียงไม่มีใครฟังเขาเท่านั้น แต่ทั้งสองขั้วสุดโต่งจะระแวงว่า เขาคือคนของฝ่ายปรปักษ์ที่แฝงตัวเข้ามา และ “คนกลาง” มักตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ก่อนใคร ดังกรณีของท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์
และด้วยเหตุดังนั้น สังคมที่ตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งสุดโต่งจึงไม่มี “คนกลาง” ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกหรืออดีตกรรมกร
ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจด้วยว่า ในสภาวะเช่นนี้ ความเป็นกลางไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ทั้งสองขั้วเชื่อในความเป็นกลางของเขาหรือไม่ต่างหาก และท่ามกลางความขัดแย้งสุดโต่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ ผมมองไม่เห็น “คนกลาง” ในสังคมไทยเหลืออยู่สักคนเดียว
ผมขออนุญาตพูดเลยไปถึงรัฐบาลแห่งชาติด้วย ในสภาวะที่เราเผชิญอยู่ ประโยชน์อันเดียวที่จะได้จากการมีรัฐบาลแห่งชาติก็คือ ป้องกันหรืออย่างน้อยชะลอการรัฐประหารออกไป ผมไม่รู้เส้นสนกลในของเหล่าทหารทั้งหลาย จึงไม่ทราบว่าจะมีการรัฐประหารในระยะเวลาอันใกล้หรือไม่ จึงไม่ขอพูดถึงประโยชน์ในแง่นี้
แต่ผมค่อนข้างแน่ใจว่า รัฐบาลแห่งชาติจะไม่ทำให้เราหลุดออกไปจากความขัดแย้งสุดโต่งนี้ และหากรัฐบาลแห่งชาติแตกกันเองอย่างหนัก สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก การรัฐประหารจะกลายเป็นคำตอบเดียวของสังคม แม้กระทำโดยนายทหารที่ฉลาดน้อยกว่าที่ผ่านๆ มาก็ตาม
กระบวนการอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดในช่วงที่สังคมต้องเผชิญกับความขัดแย้งสุดโต่งก็คือ การสร้าง “อมนุษย์” ให้แก่คนที่ไม่ใช่พวกของตัว จะเรียกว่า “หนักแผ่นดิน” หรือ “ไอ้หัวเถิก”, “ปีศาจผมขาว” หรืออะไรอื่นก็ตาม คือการลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่งลง เพื่อบดขยี้อย่างไรก็ได้โดยไม่สูญเสียความชอบธรรม
กระบวนการนี้ยิ่งกระทำกันอย่างเข้มข้นมากเท่าไร ก็ยิ่งเท่ากับปูทางให้แก่ความรุนแรงในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น ซ้ำร้ายเหยื่อของกระบวนการนี้ไม่จำเป็นต้องสังกัดอยู่กับขั้วตรงข้ามเสมอไป แต่มักเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น ผู้ที่ถูกสงสัยในความจงรักภักดี, เอ็นจีโอ, นักวิชาการ, ราษฎรอาวุโส ฯลฯ
ยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ระหว่างสองขั้วต้องเงียบเสียงลงไปอีก เพราะกลัวจะถูกทำให้เป็น “อมนุษย์” โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
คนก็ต้องเงียบ และประเด็นปัญหาอื่นๆ ก็ต้องเงียบด้วยนะครับ เพราะปัญหาทั้งหมดของสังคม ล้วนมาจากปมเดียวคือระบอบทักษิณ หรือรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ
ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ สังคมถูกทำให้มองไม่เห็นทางออกอื่น นอกจากความเด็ดขาด แม้อาจนำไปสู่ความรุนแรงก็ตาม
ขั้วสุดโต่งทั้งสองฝ่ายก็พร้อมจะ “แตกหัก” และพยายามทำให้สังคมเชื่อว่า นี่เป็นความรุนแรงครั้งสุดท้าย เป็นความรุนแรงเพื่อระงับความรุนแรงตลอดไป สงครามที่ยุติสงครามลงได้อย่างสิ้นเชิง … A war that ends all wars.
เหมือนเมื่อครั้งฆ่านักศึกษาสัก 2,000 บ้านเมืองก็จะสงบเรียบร้อย ทำสงครามโลกทั้งครั้งที่ 1 และ 2 สักครั้งเดียว โลกก็จะปลอดสงครามตลอดไป
ถ้าดูจากประสบการณ์ของสังคมต่างๆ บางครั้งความขัดแย้งสุดโต่งก็อาจผ่อนคลายไปเอง เพราะเกิดวิกฤตอื่นๆ แทรกเข้ามาอย่างรุนแรง เช่น รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ช่วยทำให้ฝ่ายขวาตกขอบกลับใจได้ไม่น้อย พร้อมจะอยู่ร่วมกับคนที่คิดต่างได้ง่ายขึ้น หรือในเมืองไทยตอนนี้ หากน้ำมันดิบขึ้นไปถึงถังละ 200 เหรียญ หรือเกิดรัฐประหารนองเลือดขึ้น (ไม่ว่าฝ่ายใดชนะ) ความขัดแย้งสุดโต่งก็อาจหายไป เพราะภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงย่อมทำให้เสียงของคนที่อยู่ระหว่างสองขั้วสุดโต่งดังขึ้นจนกลบเสียงสุดโต่ง
เราคงไม่อยากให้เกิดวิกฤตรุนแรงอย่างนั้นขึ้นแน่ ปัญหาก็คือสังคมจะเอาตัวรอดจากความขัดแย้งสุดโต่งได้อย่างไร
ผมมีข้อเสนออยู่ 4 ประการ
1.ต้องทำให้เสียงของคนที่อยู่ระหว่างขั้วสุดโต่งทั้งสองดังขึ้น แม้เสียงนั้นอาจเป็นหมันไปดังข้อเสนอของอาจารย์ประเวศ วะสี ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยสังคมก็มองเห็นว่ามีทางออกอื่นๆ ให้เลือกได้อีกมาก
สื่อสามารถช่วยได้มาก แม้ว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจในระยะแรกอาจทำให้พื้นที่ของเสียงคนตรงกลางไม่ทำเงิน แต่ในฐานะที่ถือตัวว่า “รู้ไส้” สื่อดีพอควร ผมเชื่อว่าสื่อสามารถปั้นพระเอก-ผู้ร้ายออกขายได้ ก็แค่ลงทุนปั้นพระเอกใหม่คือเสียงจากคนที่ไม่อยู่ในสองขั้วสุดโต่ง ไม่นานก็ขายได้เหมือนกัน
เช่น การรณรงค์เสื้อขาว แม้ว่าจะหน่อมแน้มอย่างไร สื่อก็ควรเกาะติดกิจกรรมของกลุ่ม จนเสื้อขาวกลายเป็นตัวละครสำคัญขึ้นมา มีอิทธิฤทธิ์มากขึ้นพอจะทำอะไรที่หน่อมแน้มน้อยลงไปเรื่อยๆ ได้ เป็นต้น
ถ้าเสียงของคนที่อยู่ตรงกลางดังขึ้น ขั้วสุดโต่งก็จะต้องคำนึงถึงเสียงนี้มากขึ้นด้วย เพื่อเรียกร้องการสนับสนุน
2. ฝ่ายต่างๆ ของการเมืองในระบบเช่นฝ่ายค้านและ ส.ว. หรือแม้พรรคร่วมรัฐบาล ต้องไม่ใช้พื้นที่ในระบบการเมือง เพื่อเพิ่มความขัดแย้ง ต้องช่วยประคับประคองให้กลไกของรัฐปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรม ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ผมเชื่อว่าคะแนนเสียงที่แท้จริงของพวกท่าน ไม่ได้อยู่ที่สะพานมัฆวาน และไม่ได้อยู่ที่คนเชียร์ทักษิณ แต่อยู่ที่คนซึ่งอยู่ระหว่างสองขั้ว อาจจะรักทักษิณ อาจจะเกลียดทักษิณ แต่เขาเป็นมนุษย์ที่สามารถใช้เหตุใช้ผลเป็น
3. สถาบันที่ผู้คนยังพอเชื่อในความเป็นกลางอยู่บ้างคือสถาบันตุลาการ แต่ควรเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคดีให้เร็วขึ้น โดยไม่สูญเสียความยุติธรรม เพราะความขัดแย้งหลายเรื่อง อาจสิ้นสุดลงได้ที่คำพิพากษาของศาล ในขณะเดียวกัน แม้กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นไม่ได้รับความไว้วางใจนัก แต่สถาบันตุลาการ สามารถอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ในกระบวนการได้พอสมควร เช่นการอนุมัติออกหมายจับของตำรวจ ก็เป็นดุลยพินิจของศาล
4. ทุกฝ่ายต้องช่วยกันฝ่าข้ามความระแวงที่มีต่อกันลงไปให้มากที่สุด หัดคิดบนจุดยืนของคนอื่นบ้าง ใช้กฏหมายอย่างสุจริต (ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาญา หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ) เช่นไม่อ้างมาตราใดมาตราหนึ่งขึ้นมา โดยละเลยต่อเป้าหมายที่แท้จริงของกฎหมาย คือความสงบสุขของสังคมและสิทธิเสรีภาพของประชาชน
คนที่อยู่ระหว่างกลางของสองขั้วสุดโต่ง ควรรู้ทันการใช้หรืออ้างกฎหมายแบบฉ้อฉล และพร้อมจะชี้ให้สังคมเห็น
คนในสองขั้วความขัดแย้งสุดโต่ง มีภาระจะต้องอธิบายจุดยืนของตนให้ “เรา” ซึ่งอยู่ตรงกลางเห็น ไม่ใช่เรื่องที่จะมาตอบโต้กันและกัน ข้ามหัวเราอยู่ตลอดเวลา

2 comments
Comments feed for this article
พฤษภาคม 1, 2009 ที่ 11:11 am
ประทีป จิตติ
อ่านแล้วนะ (เป็นแฟนมติชนทุกสัปดาห์)
.
.
พูดตามความคิดของผม นะ คนกลาง คือคนที่ไม่เอากับ หนึ่ง และหนึ่ง หมายถึง สองข้าง (ในกรณีมีสองฝ่าย)
และเดียวกัน ก็อาจรับข้อดี ของแต่ละฝ่ายได้
ตรงนี้คนของทั้งสองฝ่ายอาจมองว่า ตกลงมึงจะอยู่ข้างไหน มันหรือ กู
แล้วเราก็จะบอกว่า ทำไมมึง หรือมัน ไม่เอาจุดที่กูเห็นด้วยมานั่งคุยกันล่ะ
เคยได้ยินไหม วันฟอร์ออล และ ออลฟอร์วัน
พูดไปจะเข้าใจไหม
คนกลางจึงตกที่นั่งลำบาก บอว่า ชอบแทงกั๊ก ทั้งที่จริง ไม่ใช่
พฤษภาคม 1, 2009 ที่ 11:45 am
ขุนอรรถ
เห็นตามทั่นว่า 100%
ล่าสุด พันธมิตร เขาเรียกคนกลางว่า “อำนาจใหม่”
เปล่า … แต่เป็นอำนาจที่ไม่เอา “แก และ แก” ก็แค่นั้น
: )