ในปี 2005 กลุ่มผู้บริหารระดับโลก รวมตัวกันที่เมืองดาวอส (สวิสฯ) และมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ณ ปี 2020 … จีน จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า สหรัฐ และ Asia ทวีปเดียว (โดยมาก มาจาก จีน อินเดีย ญี่ปุ่น) จะมีผลผลิตประชาชาติ (GDP) เกือบครึ่งหนึ่งของโลก (Global GDP)
อุปมาอุปมัยว่า ถ้าโลกคือมังกร จีนก็เป็นหัว อินเดียเป็นส่วนท้อง และ “หาง” ก็จะอยู่แถวๆ ไทย และ ประเทศรอบข้าง … ทั้งๆ ที่ เรามีทุกอย่าง ไม่ว่าจะ ข้าวปลา อาหาร แม่น้ำ ทะเล ภูเขา ธรรมชาติ ที่สำคัญ … เมืองไทย มี “คนไทย” (พระเจ้าต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง???)
แต่จากเหตุการณ์สำคัญ 2 ครั้ง (ในรอบ 10 ปี) ว่ากันว่า ไทยจะต้องล้มลุกขลุกขลิก ไปอีกนานนับทศวรรษ จึงจะกลับมายืนตัวตรงได้เหมือนเดิม … เหมือนที่เคยเป็นมา ก่อน 2 เหตุการณ์ที่ว่า
(1) วิกฤตต้มย้ำกุ้ง – การเงิน และ (2) วิกฤตทักษิณ/พันธมิตร – การเมือง … เพราะทั้งสองฝ่าย (ทั้งคู่!) เผชิญหน้ากัน จนเกิดมี(มิจฉา)ทิฐิในใจ … ยอมแตกหัก ไม่ยอมแตกต่าง
จากนั้น การปฏิวัติฯ ก็นำชาติ จากเกม ศูนย์-ศูนย์ (Zero sun game) ไปสู่ สภาพสังคม ที่เหมือนกับว่า ไทยถูกตัดสิทธิจากการแข่งขันในเวทีโลกไปแล้ว (Negative sum society)
นับตั้งแต่ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา-Tamil จนมาถึง วิกฤตทักษิณ-พันธมิตร … วิกฤตทางการเมือง อาจเป็น “อุบัติเหตุ” อย่างเดียว ที่พวกเราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากมันเลย … Absolutely No!?
… และอีกไม่นาน ด้วยความอ่อนวัยของรัฐธรรมนูญฉบับเพิ่งคลอด — หากพวกเรายังอ่านเกมไม่ออก — การประสานงา! ระหว่าง “ขั้วเก่า” กับ “ขั้วเก่ากว่า” ก็อาจพาพวกเราไปไหนสักแห่ง แต่ที่แน่ๆ … ไม่ใช่ สวรรค์
คำถามที่ว่า “อำมาตยาธิปไตย หรือ ประชาธิปไตย?” “อนุรักษ์นิยม หรือ เสรีนิยม?” “ชาตินิยม หรือ โลกานิยม” หรือ แม้กระทั้ง “ขั้วอำนาจเก่า หรือ ขั้วอำนาจใหม่?” … สมควรจะหยุดกันได้หรือยัง?
หันมาถามกันใหม่ ว่า “ประเทศไทย … มีความหมายอะไร(กับคุณ)บ้าง?” จะดีไหม??
khun_aut
(… ที่แน่ๆ ไม่ใช่สวรรค์)
Inspired by: โครงการ What Thailand Means to Me? โดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, BrandAge และ สถาบัน Sasin



