ช่องว่าง ระหว่าง นักเขียน นักอยากเขียน และ …
By: ขุนอรรถ
tags: นักอยากอ่าน, นักอยากเขียน, นักอ่าน, นักเขียน, life gap, work gap
แรงใจ : by ทั่นดิน …
http://tuleedin.wordpress.com/2008/03/14/blower-4/
บทความของพี่ทั่น ทำให้นึกถึง หนังสือเล่มหนึ่ง
นัก(อยาก)เขียน ของ ทั่น ศุ … บุญเลี้ยง
“ก่อนจะเป็นนักเขียน
… ลองเป็นนักอยากเขียน กันก่อนดีไหม”
ประโยคเดียว ก็เพียงพอ ให้อิ่มอุ่น ตักตุนแง่คิด
จะว่าไป ช่องว่างระหว่าง นักเขียน กับ นักอ่าน
อาจต่างกันเพียงแค่ คนหนึ่งจด … และอีกคนหนึ่งจำ
แต่ …ที่เหมือนกัน คือ ต่างเรียนรู้ด้วยวิธีเฉพาะตน
น้องๆ ที่เอาแต่เล่น … เชื่อว่า ได้เรียนรู้เช่นกัน ?
จุดต่างอีกอย่าหนึ่ง … น่าจะเป็นเรื่อง อาวุธ !
นักจำใช้ ตา หู และ ใจ
ในขณะที่ นักจด ใช้ปากกา … บ้างคีย์บอด! แต่ … ที่เหมือนกัน คือ ต่างเป็นนักเดินทาง ทั้งสิ้น
นักอ่าน …
ล้วนต้องผ่าน อาการ แป่ว แห้ว … นึกแล้วกู !
เมื่ออ่าน บทความ ที่ตนไม่สนใจ … และ ไม่สมใจ
(หัวเรื่อง หรือ หน้าปก มันเร้าใจให้เริ่มอ่าน ?)
นักอยากเขียน …
ล้วนต้องผ่านอาการ น๊อค แฮงค์ … แม่งเอ้ย !
ยามไร้แรงบันดาลใจ บ้างว่า ไร้ Ping !!
จะคิด จะหยิบอะไร เป็นง่วง … ฉิบ
ยิ่งโดนน๊อครอบ … ถูกเพื่อนร่วมบาตรต้มน้ำหมึก
ผลิตงานออกมาเป็นระรอก คล้ายข่มขวัญ(อ่อนๆ)
… เข้าใจใช่ไหมนี่ ??
สำหรับ นักอยากเขียน อะไรเล่า จะดีไปกว่า
เมื่อรู้ว่า ในอีกปลายหนึ่งของถนน บนประเทศนี้
… มีคนบางคน รอ(-อ่านงานของ)เรา
ใครก็ตาม ต้องโทษ มีความผิด
… ฐานเป็น นักอยากเขียน เหมียนกัน จะรู้ดี
ยามไม่มีใครรอฯ ใจมันห่อ จิตมันเหี่ยว ดีแท้
ทำได้ก็เพียงแต่ ส่งพลังงานผ่านตัวอักษรให้กัน
จากใจถึงใจ … จากจอถึงจอ
ก่อนเป็นนักอยากเขียน หรือ ขณะรอใครบางคน
… ลองเป็น นักอยากอ่าน ดูก่อนดีไหม ?
บางที นะ บางที เราทั้งคู่ อาจรู้ว่า …
นักอยากเขียน และ นักอยากอ่าน
ต่างกำลังรออะไรบางอย่าง ~~~ คล้ายๆ กัน
Khun_aut

รอ เงินกระมั้งครับ
ไม่มีงานไม่มีเงิน
… รอคุณ นั่นต่างหาก
: )
ข้าพเจ้าอ่านผ่านฟีดไม่ได้โผล่มาจวนท่านขุลล์นานเอาการ
เปลี่ยนหน้าบ้านใหม่แฮะ!
นาฬิกาเรือนโตโก้ไม่หยอก (ทำไมต้องนาฬิกา?)(คนช่างสงสัยน่ะขะรับ)
..
..
พี่ท่านสมจุ้ย ท่านขานนามนักอยากเขียนไว้นานแล้ว
ผู้น้อยหาได้เห็นคล้อยไปกับนามนี้เลย
คำ ‘นักอยากเขียน’ หมายถึงผู้ที่อยากอยู่ร่ำไปหาลงมือกระทำไม่
ผู้น้อยนึกนิยมคำ ‘นักหัดเขียน’ เสียมากกว่า เพราะบ่งชัดว่าลงมือหัดเลยใช่แต่อยาก
..
ใคร่ถามมานาน(สงสัยอีกแระ)
ภาพข้างขวานั่นเป็นที่ไหน (หยั่งกะบ้านในฝันผู้น้อยอย่างไรอย่างนั้นเทียว)(ฝันเว่อร์ไปสักหน่อยคงไม่น่าชัง)
คารวะ
โอ..ไม่สงสัยแระ
บ้านจิม ทอมสันนั่นเอง
ตื่นเลย..เลิกฝัน!
บ้านจิม (ทอมสั้น) พี่ทั่น
เสีย 100 เดียว … ชมได้ชมดี
: )
อ้ะ…ท่านขุนอรรถเมื่อยยืนบนสะพานลอยแล้วฤาท่านจึงส่งนาฬิกามาประหนึ่งบอกว่า “ขอคั่นเพลา” (ฮา)
มีคนบอกว่า “นักอยากเขียน” มิมีหรอกหนาท่าน
ด้วยนั่นเป็นคำกล่าวของคนที่อยากดูเท่ห์เท่านั้นเอง
หากอยากเขียนท่านจงเขียน แลท่านก็จะเป็นคนเขียนคนหนึ่ง
พี่ชายท่านหนึ่งเคยเล่าถึงแรงบันดาลใจให้เขาเขียนหนังสือว่า…
ครั้งหนึ่งสมัยที่พี่ท่านยังละอ่อนมีโอกาสคุยกับพี่ปราชญ์-พิสิฐ
พี่ปราชญ์ว่า “โตวจะเป็นน้องนักเขียนบ่ได้ดิ มันบ่มีดอกน้องนักเขียนน่ะ มันมีแต่นักเขียน!”
เวลาเกือบสิบปีผ่านไปไวยิ่งกว่าขี้จุ๊ตะละลา
ทั้งสองโคจรมาพบกันอีกครั้ง…วันที่ล่ะอ่อนน้อยกลายเป็นหนุ่มนักเขียน (อนาคตไกล…มีคนบอกข้าเจ้าอย่างนี้นะ)
เช่นกันท่าน…มิมีดอก…นักอยากเขียน
ว่าแต่ว่า…มันเศร้าจริงๆ นะท่าน ยามเขียนเสร็จแล้วพบว่า…ไม่มีใครเนี่ย
เฮ้อ…เศร้า…กลับบ้านปลายพันว่าไปนั่งจิ้มแป้นพิมพ์ตามประสาสักหน่อยดีกว่า
ด้วยมิตรภาพ
ง่า…ท่านขุนอรรถ
ข้าเจ้าเห็นชื่อ “เรือนลั่นทม” อุตส่าห์หลงดีใจ
ใครหนอคงรักดอกลั่นทมเช่นเดียวกันกับข้าเจ้าเป็นแน่
ที่ไหนได้…ก็ทางไปบ้านข้าเจ้าเอง
นี่ท่าน…บ้านปลายพันวาข้าเจ้ามันไม่ได้เศร้าขนาดมีฮือตามหลังดอกนะ
แล้วข้าเจ้าน่ะท่าน…หัวเราะง่ายกว่าร้องไห้เยอะเลย 555
ขนาดเศร้าข้าเจ้าก็ยังหัวเราะได้นะ 555
สำหรับผมแล้ว ยึดคำของครูใหญ่หลายๆท่านที่บอกตรงกันว่า ถ้าอยากเขียนก็จงเขียน
ผมต่อเติมเองอีกว่า “ผมเขียน คุณอ่าน คุณไม่อ่าน ผมก็ยังเขียน”
คุณ (คนอ่าน) ก็คงคิดเหมือนกันว่า “คุณเขียน ผมอ่าน คุณไม่เขียน ผมก็ยังอ่าน (เพราะมีหนังสืออีกมากมายให้เลือกอ่าน)
ฉะนั้น ไม่คิดอะไรมาก อยากเขียนก็เขียน เขียนเองอ่านเองก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นนักเขียนไม่ต้องมีงานตีพิมพ์ที่ไหนก็เขียนได้ ผมก็เขียนทุกๆวันนั่นแหละ
เป็นคำจำกัดความของการเป็นนักเขียนสำหรับผม
ดังนั้น แม้ไม่มีงานพิมพ์วางขาย ผมก็เป็นนักเขียน.
ผมแค่ นัก(คิดอยากจะ)เขียน(แต่ยังไม่ได้เริ่มเขียน)
หรือ นัก(ฝันเฟื่องอยากจะ)เขียน(และยังไม่ตื่น)
เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสำนักพิมพ์แล้ว
อยากจะโปรโมตัวเองก็ทำเองได้ blog, website, e-book.
โอ้ว่า มีเพื่อนรักนักหัดเขียน สนใจประมาณหนึ่ง
ทั่นพี่ดิน … หรือ พี่ทั่นดิน … หรือ ดินพี่ทั่น whatever!
บ้านจิม เป็นบ้านต้นแบบ ของกระผมเหมือนกัน
กระนั้น อย่าเพิ่งเลิกฝัน … ค้างฝัน อย่าฝันค้าง ดีไหมพี่ทั่น
คุณเพลง … นาฬิกา คอยเตือนใจ ทำอะไรให้เริ่มทำ
คุณเพลง และทั่นดิน กรุณาสอนสั่ง
นักเขียน นั้น มีกิเลสต้องการ ให้งาน(เขียน)ที่ดี
… และดีขึ้น มิเป็นเช่นนั้นหรือ?
อะไรเล่า บอกเราเช่นนั้น
ยอดพิมพ์ … จำนวนผู้(นิยม)อ่าน
รางวัลซีไหรส์ หรือ สิ่งใด ??
วานบอก ด้วย
: )
คุณ Kosol คุณ Lek
เราคิดคล้ายกัน
: )
ขออนุญาตยกมือคิดคล้ายกันอีกคน
ต่อข้อปุจฉา : เห็นทีจะมิบังอาจตอบเพราะนักเขียนตัวจริงอาจเบิร์ดกระบาลเอาได้
แต่ว่าก็ว่าเถอะขะรับท่านขุลล์อั๊ฐที่เคารพ(อุเหม่นามทั่นเนี่ยโปรนันสิเอชั่นไปได้ร้อยแปดเทียวนะขะรับ)
บางคนวางมาดขรึมกล่าวว่า “จะต้องทำงานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จะต้องแข่งกับตัวเอง” บางคนทำตาลอยคล้ายมองเห็นสัมมาสัมโพธิญาณลอยเด่นอยู่เบื้องโพยมบน รำพึงว่า “งานเขียนที่ดีจะต้องชี้นำสังคม”
บางคณะจับกลุ่มเสวนาสวมชฎาซีไหล คล้ายกับว่านักเขียนเป็นชนเผ่าพิเศษ
ขณะอีกหลายคนก้มหน้าก็ตาเขียนส่งนวลนาง ศาลาคนเศร้า หนึ่งเก้าหนึ่ง บางกอก ที่สังคมไม่เคยเอ่ยถึง
อีกหลายคนเขียนวัยรุ่นเกาหลี พิมพ์เอาพิมพ์เอาชนิดพวกที่เขียนมานานสิบยี่สิบปีรวมกันยังยอดพิมพ์ไม่เท่าเทียมทัน
พวกเขาเป็นนักเขียนกันทั้งนั้นแลขะรับ
พวกเราก็นักเขียน
กับสายตากิ้งกือของข้าพเจ้า นักเขียนไม่ต่างนักท่องเที่ยว คว้าเป้ ลากเป๋าเมื่อไรก็เป็นนักท่องเที่ยวทันที ไม่ว่าตัวเลขในบัญชีของคุณจะขยับเนื่องด้วยการใด จะขายหุ้นเทมาเส็กพันล้านไม่จ่ายภาษีหรือควักขนมครกทีละฝาภาษีเหมาจ่าย หรือขายตัว(ไม่ขายใจ)แลกเวลาออฟฟิศอาวร์หักภาษี ณ ที่จ่าย คว้าเป้เมื่อไรเป็นนักท่องเที่ยวทันที
นักเขียนคือกัลล์
จิ้มคีย์ทีไรเป็นนักเขียนทุกที จะเขียนมากเขียนน้อยเขียนดีไม่ดี ซีไหลซีไม่ไหล ค่อยว่ากันไป ตามแต่อัตตะโน อัตตะมังโหตุ (ตนแลเป็นคนเขียนแห่งตน) (เออ..มั่วดี)
เย็นแระ..ขอตัวกลับไปปัดกวาดร้านกล้วยฯ ก่อน
คารวะ
ดิลล์
พอได้ไอเดีย พี่ทั่น
คารวะจนถึงที่สุด !
: )
อย่างที่เราๆ ท่านๆ รู้นี่นา
งานเขียนดีดีประเทศนี้ มิใช่งานที่ขายดี เผลอๆ มิใช่งานที่จะได้รางวัลการันตีคุณภาพด้วยซ้ำไปท่านขุน
สิ่งเดียวที่จะบอกเราได้ว่างานเขียนชิ้นนั้นของท่านดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้รับสารว่ามันจะเข้ากระแสความคิดขนาดไหน
Topic นี้ … ข้อคิดที่ได้
(๑) มีกบ 3 ตัว อยู่บนใบบัว
ถ้าจะมีกบตัวหนึ่งกระโดดลงน้ำ
ถามว่า จะเหลือกบบนใบบัวกี่ตัว?
…คำตอบ คือ 3 ตัว
เพราะ ตัวที่จะกระโดด ยังไม่ได้กระโดด
(๒) หลายครั้ง (หลายครั้ง จริงๆ ซะด้วย)
จริงไหม? เรามีคำตอบ ก่อนตั้งคำถาม นั้น
แท้จริงแล้ว สิ่งที่เราต้องการ หาใช่คำตอบ
… คำถาม ต่างหาก ที่เราต้องการ
Thanks, anyway.
: )
“ฉันถามฉันจึงมีชีวิต” ไม่แน่ใจว่าข้าเจ้าได้ยินประโยคนี้มากจากไหนเมื่อนานมาแล้ว
อ่านหนังสือกันไหมท่าน…เช้านี้ข้าเจ้าเพิ่งซื้อ -ไม่ย้อนคืน- ของอุทิศ เหมะมูล มา
โอ หัวข้อบล็อกวันนี้ อิ่มใจ จริงๆ
เลยทำให้นึกไปว่า ครั้งนึง เคยถูก khun_aut ติดต่อทาบทาม วันนี้ ยังอยากทาบทามอยู่มั้ยหนอ ไิอ้เราก็ดันทำเป็นเล่นตัว เอ้ย ไม่แน่ใจในความว่างของตัวเองซะนี่ คิดแ้ล้วเสียดาย
ไม่รู้ทำไมถึงอยากเขียน อาจจะเป็นเพราะบนโลกใบนี้มีเรื่องราวมากมายให้เราได้เขียน และนึกอยากจะเขียนอะไรบางอย่างที่เป็นความรู้สึกนึกคิดของตัวเองบ้าง อ่านความคิดของเขามามากแล้วแต่ความรู้สึกที่ตัวเองอยากเขียนยังไม่ได้ลงมือเขียนสักที หากว่ามีโอกาสก็อยากจะเห็หนังสือที่ตัวเองแต่งขึ้นไปวางตระหง่านอยู่บนชั้นวางหนังสือของร้านขายหนังสือทั่วไปบ้าง
ยินดีต้อนรับนะขะรับ คุณมาหว่านี่ !?
; )