กำลังหม่น … ไม่มีชื่อเรื่อง !
By: ขุนอรรถ
tags: กนกพงศ์, ร้องไห้, หนังสือ, เรื่องเศร้า
หนังสือเล่มแรก ที่สามารถพังเขื่อนน้ำตาของผมได้ คือ เวลาในขวดแก้ว
อาจจะเป็นเพราะสภาพครอบครัว – พ่อแม่ของผม – ในเวลานั้น
… ช่างมัน นั่นไม่ใช่ประเด็น
ผมไม่แน่ใจนักว่า โต๊ะโตะจัง จะเป็นหนังสือเล่มที่สองหรือเปล่า มัน “ก้ำกึ่ง”
จำได้เพียง รู้สึกคล้ายว่า มีอะไรบางอย่าง “พุ่งอัด” ออกมาจากข้างใน
… เอาเป็นว่า ไม่ใช่ ก็แล้วกัน
ถ้าอย่างนั้น เล่มที่สอง ต้องเป็น หนังสือ ของ มล.ปริญญากร วรวรรณ
เขาบรรยายเรื่องนกตัวหนึ่ง นำอาหารมาป้อนลูกตัวเล็กและใสบางของมัน
… พวกมันกำลังแหกปากร้องอยู่บนรัง – กองหญ้าลอยน้ำ
เปล่า – บ้านจนๆ ของนก ไม่ได้ทำให้ผมร้องไห้
ผู้ปกครองนกตัวนั้นต่างหาก – มันเป็นตัวผู้ ! (ไม่ตลก)
แม่มันไปไหน ทำไมไม่เป็นเพศแม่ที่คอยดูแลลูก – ผมร้องไห้ (ตลกอะไร?)
เล่มล่าสุด ทั่นประทีปแนะนำให้ผมรู้จักกับ ศิลปินที่ล่วงลับคนหนึ่ง !
ผ่านงานหนังสือชื่อ บันทึกจากหุบเขาฯ – กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
หนังสือเล่มที่ว่า หาไม่ได้ในร้านหนังสือชั้นสาม
นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะห้างฯ(บ้า)นี้ มีร้านหนังสือมากกว่าสี่แห่งให้เลือก
… โอเค ห้างฯ ไม่บ้า ก็ได้
แต่ร้านหนังสือทั้งหมดที่เดินเข้าไป ไม่มีหนังสือที่ว่าสักเล่ม – บ้าแท้ !
http://prateepjittibook.wordpress.com/๑๓-กุมภาพันธ์-๒๕๔๙/
(13 กุมภาฯ เป็นวันเกิดของผม แต่เป็นวันเสียชีวิตของพี่กนกพงศ์)
ไม่เป็นไร … ในร้านหนังสือชั้นสาม ผมจ่ายเงินซื้อ “จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม”
รวบจดหมายของพี่กนกพงศ์ เขียนถึงเพื่อนนักเขียน – ราคา 260 บาท
ภูมิใจเป็นบ้า มุมหนังสือเขียนว่า —
“รายได้จากการจำหน่ายทั้งหมดมอบให้กองทุนกนกพงศ์ สงสมพันธุ์”
ยังไม่ทันได้เงินทอน ผมก็เปิดอ่าน บรรยากาศเศร้าๆ เริ่ม ณ ตรงนั้น
ผมรีบพามันกลับบ้านเพื่ออ่านต่อ
… ก็อีกนั่นแหละ ผมมีชีวิตแบบเดียวกับพ่อนกตัวนั้น
… โอเค นั่นไม่ใช่ประเด็น เช่นกัน
เช้านี้ ผมอ่านอีกครั้งทันทีเมื่อสบโอกาส
… ไล่เรื่อยมาจนถึงประโยค พี่กนกพงศ์ เขียนว่า …
“ผมคิดว่าครรลองของศิลปินเป็นเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่นักเขียนหรือศิลปินใหญ่ๆ ของโลก ส่วนใหญ่มีชีวิตที่แตกทำลาย เพราะมันเป็นขั้นตอนบทพิสูจน์โดยธรรมชาติในตัวของมันเอง หลายคนที่ชีวิตภินท์พังลง แต่เขายังคงดำรงตนอยู่ได้ จิตใจไม่ยอมแพ้ สร้างงานออกมาเหมือนคนบ้าระห่ำ นี่เองคือศิลปิน คือคนไม่ปกติ การอยู่เหนือความภินท์พังของชีวิตนั้น มันปกติเสียที่ไหนเล่า”
อีกเพียง สองบรรทัด กับ สองประโยคสั้นๆ เท่านั้น
จดหมายฉบับนี้ของพี่กนกพงศ์ กำลังจะจบลง
– แต่ผมอ่านต่อไปไม่ได้ มันเศร้าเกินไปจริงๆ
—
ในสำนักฯ ที่ผมทำงาน ชั้นล่างคือห้องแล่ป มีการทดสอบอะไรมากมายที่นั่น
แต่มันไม่เคยทำผมร้องไห้สักที
สิ่งที่เราเสียไปในแต่ละวัน เป็นแค่เพียงวัสดุสิ้นเปลือง
… ไม่ได้แลกด้วยชีวิต อย่างพี่กนกพงศ์
เศร้าชิบหาย – แต่ก็มีความสุขแปลกๆ
khun_aut
ปล. ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง และไม่ควรยิ้มแก้มตุ่ย
เมื่อรู้ว่ามีคนบ้า หลงรักวรรณกรรม เกิดใหม่อีกหนึ่งคน
(รูปตัวเองร้องไห้ ถ่ายไม่ทันเช่นเคย – ไม่ควรถ่ายเก็บไว้ เกรงโดนแบล็คเมล์)
ทั่นดิน … ทั่นปิงมา ผมปองไป (ที่มา คำว่า ปิงปอง)
http://tuleedin.wordpress.com/2008/04/04/lom-20/

ระวังไซด์ก้อยท้อปสปิน (เดี๋ยวรอปั่นก่อน)
-เดี่ยวมือหนึ่งม.๒ โรงเรียนวัดโคกอีแร้งดอนพลับพลึง-
อา…ท่านขุนอรรถเจ้าคะ
แล้วท่านจะรู้ว่าโลกวรรณกรรมนั้นช่างงดงามขนาด
แม้นหม่นเศร้าก็ยังคงความงาม
แล้วท่านจะหลง ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักลองอ่าน “โลกใบเล็กของซัลมาน” ดูทีหนาท่าน
รู้สึกจะอยู่ในรวมเรื่องสั้นสะพานขาดของพ่อมด-กนกพงษ์ เช่นกัน
ทำไมท่านไม่รักโต๊ะโตะจังล่ะ…ข้าเจ้ารักนะ…รักโต๊ะโตะตั้งแต่แรกสบตาตอน ม.๑ จนทุกวันนี้
เอ๊ะ…ปีนี้ข้าเจ้าสิบเก้า ผ่านมากี่ปีแล้วน้อ (ฮา)
ท่านขุน…ท่านห้ามไม่ทันหนาข้าเจ้ารับอมยิ้มไปแก้มตุ่ยเรียบร้อย
ร้านหมอนิลที่ท่านไปเยื่อนนี่ก็สนิทกับพี่กนกพงษ์ใช่เล่น
รู้สึกว่าจะมีจดหมายที่พี่กนกพงษ์เขียนถึงหมอนิลด้วยน่ะ
อ่านดูๆ แล้วท่านจะรักท่านประทีป ท่านดิน ป๋าไอซ์ ขอพ่วงข้าเจ้าต้วยเน้อขึ้นอีกโข
เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ข้าเจ้าเชื่อเหลือเกินรอยหม่นของลมหายใจท่านวันนี้มันช่างงดงามขนาด :D
สมปอง น้องสมปิง
เอิ๊ก เอิ๊ก