(Edited : 1 June 08, 5.15pm)
หิงสา คือ ความรุนแรง การบาดเจ็บ
อหิงสา คือ ไม่มีความรุนแรง ไม่มีการบาดเจ็บ
…
มหาตมะ คานธี
(๑)
ในแอฟริกาใต้ ปี ๑๙๐๖ รัฐบาล(ใต้เท้า)อาณานิคมอังกฤษ
ออกกฎหมาย เหยียดคนอินเดีย สารพัด
เช่น บังคับให้หญิงชาวอินเดีย ต้องแก้ผ้าต่อหน้าตำรวจ(ผิวขาว)
เพื่อกรอกรูปพรรณลงในทะเบียนประชากร …
คานธี ไปทำงาน และ พบวิธีการต่อต้านแบบอหิงสา ที่นั่น
เขาพูดว่า “เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าว่า … เราจะเข้าคุก
และเราจะอยู่ในนั้น จนกว่ากฎหมายนี้จะถูกเพิกถอน”
คำพูดของเขา ทำให้เกิดการลุกฮือ โดยไม่ต้องเกณฑ์ผู้คน
ในการประท้วงต่อต้านครั้งนั้น คานธี โดนทุบตีอย่างหนัก
“บอกเขาว่า คุณจะไม่ยอมแพ้
แต่พร้อมกันนั้น คุณก็ให้ความมั่นใจว่า คุณจะไม่ทำร้ายเขา”
คานธี บอกว่า … อหิงสาที่แท้จริง นั้น
ต้องมีการพัฒนา “สันติภาพในใจ” ให้ได้ เสียก่อน
(๒)
ในปี ๑๙๑๕ … คานธี กลับบ้านเกิด
อินเดียตอนนั้น อยู่ใต้เท้าจักรวรรดินิยมอังกฤษ (อีกแล้ว!)
คานธี บอกแก่คนอินเดียว่า …
“เราจะต้องเรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง
เราเป็นทาสมานาน จนต้องรู้จักลุกขึ้นสู้กับตัวเองเสียบ้าง
… เราจะไม่อาจต่อสู้กับรัฐบาลได้
ถ้าเราไม่เรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง”
เขาละทิ้งความสะดวกสบาย อดมื้อกินมื้อ
มีวัตรปฏิบัติเหมือน “คนยากจนที่สุด” ในอินเดีย
คานธีได้แสดงให้เห็นว่า …
“อหิงสา” (ไม่มีความรุนแรง) ทำให้เกิดผลทางการเมืองได้
หลายครั้ง เขายกเลิกการชุมนุม
… ทั้งที่ ผู้คนกำลังมีจิตใจกล้าแข็ง
เพียงเพราะว่าการชุมนุมมีท่าที “บานปลาย”
… มีบั้นปลาย (บาน)ไปสู่การนองเลือด
(๓)
ปี ๑๙๔๗ (๓๒ ปี หลังคานธีกลับอินเดีย)
อังกฤษเห็นว่า ปกครอง(อินเดีย)ไม่ได้อีกต่อไป
… อินเดียประกาศอิสรภาพ
ก่อนอังกฤษออกไป …
มัน เอ้ย อังกฤษ ก็แบ่งประเทศนี้ ออกเป็น ๒ ชิ้น !
… อินเดีย (ชาวฮินดู) และ ปากีสถาน (ชาวมุสลิม)
ทั้งที่เมื่อก่อน ทั้งสองอยู่ร่วมกันต่อสู้ จักรวรรดินิยมอังกฤษ
ถึงเวลานี้ … “เราต่อสู้กันเอง”
คานธี เริ่มอดอาหารประท้วง พร้อมกับออกเดิน
เข้าไปยัง “พื้นที่เสี่ยง” เพื่อเรียกร้องสันติภาพ
(๔)
๓๐ มกราคม ๑๙๔๘ … ขณะเข้าร่วมสวดมนต์ตอนเช้า
ชายชาวฮินดูคนหนึ่ง “นาฮูราน กอสซี่” ก้าวออกมา
ก้มลงคารวะ คานธี แล้วพูดว่า …
“ท่านมาสายสำหรับการสวด”
คานธีก็พูดว่า “ใช่ฉันมาสายไป มาสายจริงๆ”
แล้วกอสซี่ชักปืนเล็กๆ ออกจากเสื้อเชิ้ตของเขา
ยิงใส่คานธี 3 นัด กระสุนเจาะทะลุท้อง
และ อีกนัดหนึ่งที่หน้าอก
เขาไม่แสดงถึงความประหลาดใจ หรือ ความเจ็บปวด
ขณะสุดท้ายก่อนความตายจะพรากเขาไป
คานธี พนมมือในลักษณะสวดมนต์
แล้วพึมพรำคำว่า “ราม”
ครั้งหนึ่ง เขาเคยพูดว่า …
“An eye for an eye makes the whole world blind.”
การต่อสู้แบบ ตาต่อตา ทำให้โลกมืดบอด
ทั้ง พันธมิตร และ พันธบาล พึงสังวรณ์ …
จาก ขุนห่วง
กะลิ้งค์ กะลิงค์ …
http://www.meechaithailand.com/ver1/?module=2&action=view&type=8&id=6
http://www.winbookclub.com/basket_detail.php?id=8
คำแปล :
“พ่อแม่พี่น้อง … มันไม่เคยห้ามให้อาหาร ไอ้พวกมูสหัวสูง เลยใช่มั้ย ?
… มันไม่เคยห้ามให้อาหาร ไอ้พวกจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เลยใช่มั้ย
มันห้ามเฉพาะกับเรา พวกหมีชั้นดีอย่างพวกเรา พ่อแม่พี่น้อง …”

การต่อสู้เพื่อสังคม เพื่อความยากจน เพื่อยุติธรรม เพื่อประชาธิปไตย ของไทยนั้น ยังน้อยนักเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ก็หาได้ไม่มีเลย
เรายังคงต้องผ่านอีกหลายมรสุม
:D แอบขำชื่อเรื่องคะ ฮ๋าๆ…
อืมมม บ้านเมืองเรา ตอนนี้ มีแต่คนทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น มันจะบานปลายไปถึงขั้นไหนหนอ
ความอิ่มเอมอัตคิดแลอรรถรสสส์นั้นหาได้ลดลงเลยแม้สักน้อยนิดสส์
แต่..ด้วยความเคารพขอรับพี่ทั่ลขุลล์
ตรงข้อ ๓ ผู้น้อยเห็นทีขออนุญาตสอบถามสักครา
คลับคล้ายว่าอังกฤษไม่ได้เป็นผู้แบ่ง แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่แบ่ง
ยามถูกอังกฤษกดขี่ ยังพอประนี่ประนอมรักกันดี ด้วยถูกกดขี่ร่วมกัน
แต่ยามตัวแปรเปลี่ยน จึงหันมาขย่ำกันเอง
ไม่สามารถจับอาวุธสู้กับอังกฤษได้
แต่กับพวกพอ ๆ กันมีลุ้น
ผลของการเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษจึงคือการแยกออกเป็นสองประเทศ คล้ายเพลงอัสนี ได้อย่างเสียอย่าง
นั่นเป็นความเข้าใจผิดของผู้น้อยฤาไฉน? ขะรับพี่ทั่ลล์ขุลล์ขอได้ชี้แจงให้ผู้น้อยแจ้งตาสักคราเถิด
คารวะ
เครื่องบรรณาการ : ไม้ตรีใช้เฉพาะอักษรกลาง ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ คำ ‘ม็อบ’ จึ่งน่าจะเป็นไม้ไต่คู้นะขอรับ (ไม่ยืนยันเพราะผู้น้อยไม่ทราบว่าเขียนอย่างไรเหมียนกัลล์)
-จางวางดิลล์-
พี่ทั่น …
เรื่อง อังกฤษ-อันธพาล นี้ เป็นอคติส่วนตัวของกระผมเอง
จริงอยู่ที่ เรื่องแบ่งประเทศเป็นส่วนๆ นั่น … “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง”
ปัญหาการอยู่ร่วมกันไมได้ของคนที่มีความเชื่อต่างกัน
โดยเฉพาะ ทางเชื่อในระดับเข้มข้น อย่าง “ต่างศาสนา” สำหรับกรณี อินเดีย-ปากีฯ นั่น
มีเชื้อไฟอยู่เป็น “ทุน” ให้ อังกฤษ ซึ่งถือไม้ขีด อยู่ในมือนานแล้ว
… อคติ ใช่ไหมพี่ทั่น ??
ไทย มาเลย์ เขมร … นั่นไง ในครั้งนั้น ก็เป็นเชื้อไฟให้ คนถือไม้ขีดคนเดิม !
เหตุจูงใจ : อยากเป็นใหญ่ในโลกา (บ้าสิ้นดี)
กรณีแบบนี้ คลาสสสสิก พี่ทั่น
หลายปีมานี้ … ไทย “ต่อไม่ติด” ในเรื่องความเชื่อทางการเมือง
แบ่งขั้ว แบ่งข้าง นานเกินไปแล้ว
ทั้งๆ ที่ เรามี “ใครบางคน” เดินนำให้ดูให้เห็นเป็นตัวอย่างได้อย่างดี
… และอาจดียิ่งกว่า คานธี เสียด้วยซ้ำ
ขอยืมคำพระมาพูดอีกที … มันเป็นเช่นนั้นเอง !
: )
ขอเติมอีกนิด …
ประวัติศาสตร์ นั่น ดีร้าย ผิดถูก ได้ … อยู่ที่ใครถือปากกาเขียนมัน
หรือไม่ก็ อยู่ที่ fact หรือ ข้อมูล ที่มีอยู่ในเวลานั้น …
พม่าว่าไทย ไทยก็ว่าพม่า นั่นไง
แต่ยุคจักรวรรดินิยมครองโลก … ฝรั่ง (ผู้เป็นใหญ่) มี “ความเห็นผิด” อย่างแรง
… คุณธรรม มันไม่มี หรือมีอยู่ก็น้อยมาก
กรรมเป็นเครื่องส่อเจตนา หรือ ทั่นพี่เห็นต่าง กระผมยินดีจะฟัง
ยินดีๆ
: )
นี่คิดอย่างไซโคฯ นะขอรับ–
สู้ตาย! สู้ไม่ถอย!
ดี…จะได้กันให้หมด (ทุกคน) แล้วปัญหาจะไม่มี
(ไปสู้กันใหม่ในนรก–สวรรค์ไม่ต้อนรับ)
ฮา!
ด้วยมิตรภาพ (คลายเครียด)