ใต้พรมของคุณประทีป กับ ใต้เสื่อของกระผม เหมือนและต่างกัน ขอรับ
แม่กับพ่อ ของกระผม แยกทางกัน ก่อนวัยมัธยมต้น
สถานที่ วันเวลาที่เราทั้งหมดห้าคน นั่งรวมกัน เพื่อร่ำลา … ผมยังจำได้ดี
หลายนาทีผ่านไป นานเหมือนหลายชั่วโมง … ผมไม่ได้เปิดปากเลย จนเมื่อ
“พ่อว่า ลูกคงมีอะไรหลายอย่างในใจ … ลองพูดให้พ่อฟังบ้างสิ” พ่อหันมาพูดกับผม
จบกัน … จริงอย่างพ่อว่า ผมมีอะไรอยากพูดมากมายเหลือเกิน
ก็ได้ … ผมบอกทุกอย่างไป ด้วยเสียงสะอึกสะอื้น ยกเว้นประโยคแรกประโยคเดียว …
“พ่อกับแม่จะกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ”
จากนั้น หูของผมก็ไม่ได้ยินอะไรอีกเลย นอกจากเสียงน้ำตา …
.
.
.
แม่ดูแลเราสามคนพี่น้องอย่างเข้มแข็ง … จนหลายครั้งเหมือนว่า “แข็งไป”
ถึงผมคิดช้า แต่ในที่สุดก็คิดได้ …
แม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง ถ้าแม่ไม่เข้มแข็งเสียแล้ว เราสามคนพี่น้องจะอยู่กันได้อย่างไร
จะเรียนอะไร เติบโตขึ้นมาอย่างไร ไม่อยากจินตนาการ …
.
.
.
ปลาดุกย่างสามตัว จากร้านค้าหน้ากระทรวงสาธารณสุข
เมื่อแม่เอามาคลุกกับข้าวร้อนๆ ควันฉุย โพยตัวขึ้นมา จากกะละมังสังกะสีลูกใหญ่
แม่เหยาะน้ำปลาพอหอม … นั่นเป็นมื้อเย็นที่อร่อยที่สุดในโลก
ผมยอมแลกทุกอย่างที่มีในตอนนี้ เพื่อกลับไปนั่งล้อมวงให้แม่ป้อนข้าวด้วยมืออีกครั้ง
แต่กระนั้นก็เถอะ แม่กับผมก็แตกต่างกัน หรือ ผมกลายเป็น “พ่อ” ในสายตาของแม่
ผมมีเวลาอยู่ในโลกความฝันบ่อยๆ ส่วนแม่มีเวลาให้เฉพาะแต่โลกความจริง
แม่รักพี่ชาย รักน้องสาว … ดูเหมือนว่าจะรักพวกเขามากกว่าผม
จะเรียก “คิดสั้น” หรือ “คิดโง่ๆ” ก็ตาม … แต่ผมเคยคิดแบบนั้น
ความตั้งใจที่จะมี”ลูกคนเดียว” ของผม อาจเกิดจาก“ปม” ที่ว่า ก็เป็นได้
งานบ้านน่ะเหรอ … ซักผ้า กวาดถูบ้าน ล้างจาน รดน้ำต้นไม้
ผมรับเหมาทำเสียส่วนใหญ่ พี่ก็ออกไปทำงานแล้ว น้องก็รับงานเขียนบทมาทำที่บ้าน
แม่ว่า “ช่วยๆ กัน” … ผมว่าผมทำคนเดียวมากกว่า
เช้าเย็น เสาร์อาทิตย์ … ผมอยู่กับงานที่ว่ามาได้ตั้งนาน โดยไม่คิดอะไร
แต่ทันทีที่ “คิด” … ชีวิตก็เหมือนเดินขึ้นเขา ยิ่งสูง ยิ่งนาน ยิ่งเหนื่อย ยิ่งท้อ
วันหนึ่ง ผมเก็บของเดินออกมา แล้วปักหลักนอนบ้านเพื่อนเสียอย่างนั้น
พี่ป้าน้าอาควานหาตัว และ หว่านล้อมให้กลับไป … “แม่รออยู่”
… ผมไม่เชื่อ
จากลูกชายที่นอนตักแม่จนใครๆ อิจฉาในวันก่อน กลายเป็นผม ลูกที่เดินจากมา
“เหมือนไม่รักแม่ เหมือนแม่ไม่รัก”
โชคดีที่เลือดจากแม่เข้มข้น ผมตั้งใจ “เอาดี” ไม่อย่างนั้น ไม่คิดย้อนกลับบ้าน
จาก เมสเซนเตอร์เจอร์ เป็น ผู้จัดการ … สองบริษัท ในวันนี้
แม้จะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่เครดิตทั้งหมด ผมยกให้แม่(ครับ)
เพราะความเข้มแข็งนั่นไง
เพราะรู้จักจัดการ โลกแห่งฝัน และ โลกแห่งความจริง
เพราะการทำงานเพื่องานอย่างแม่ ผมจึงมีวันนี้ … มีทุกอย่างในวันนี้
แม่ยอมทิ้งความฝันเพื่อลูกได้ ลูกจะยอมทิ้งมันเพื่อแม่ได้บ้างไหม
ผมได้แต่ถามตัวเองในเวลานั้น …
.
.
.
เชื่อเถอะครับ คุณประทีป เราต่างมีเลือดพ่อและแม่เข้มข้นอยู่ภายใน
ไม่สำคัญเลยว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านได้ฝากของขวัญยิ่งใหญ่เอาไว้
มันวิ่งผ่านหัวใจของเรา … ทุกวัน
คารวะ
ขุนอรรถ
- เติม –
สาระสำคัญที่ตกล่นหล่น คือ วันนี้ แม่ยังยิ้มอยู่ ผมเทียวกราบแม่เป็นระยะ
พ่อกับแม่เป็นกัลยานมิตรกัน ห่วงใยกันตามสมควร
แม่ยังดูแลน้องสาว (หรือน้องสาวดูแลแม่ … คงผลัดกัน)
อ้อ … ผมกลับบ้านหลังจากเดินออกมาได้แค่ไม่ถึงปี



