ความเดินตอนที่แล้ว http://culturegap.wordpress.com/2009/01/16/tham04/
หากจะมีเพลงสักเพลงหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับธรรมปฏิบัติ ผมคิดว่าต้องเป็นเพลงนี้
Every breath you take
Every move you make
Every bond you break
Every step you take
I’ll be watching you …
พวกเราเหล่านักปฏิบัติ ผู้เข้ารอบสุดท้ายในบ้านเอเอฟหลังนี้ ตั้งตาก้มหน้าตามดูลมหายใจ และ ความเคลื่อนไหว ของตัวเอง (และคนอื่น) อยู่เงียบๆ
อาจารย์ว่า การฝึกสมาธิ ทำได้ ๒ ระบบ ระบบปิด และ ระบบเปิด … ระบบปิด ทำได้ด้วยการปิดการรับรู้ ปิดหูอยู่เงียบๆ ปิดตา ปิดวาจาปิดปาก
ส่วนปิดใจนั้นไม่ยาก ลองเพ่งเป็นสมถะ ดึงความสนใจไปในสิ่งใด สมาธิก็เกิดขึ้นได้นานเท่านาน แต่เมื่อเปิดหูตา เปิดวาจาเปิดปาก แอนด์ เปิดใจรับความคิดหนึ่งใดเข้ามา … ความทุกข์ความลำบากก็เข้าจู่โจม
ส่วนระบบเปิดนั้น คือ การตามดูลมหายใจ หรือ ตามดูกายเคลื่อนไหว ตามดูความรู้สึกชอบชัง ตามดูจิต แอบคิด หนีหาย หรือ ฟุ้งซ่าน สุดท้ายให้ตามดูรู้ทัน กายใจนั้น เกิดดับ – ไม่เที่ยง
“สมถะเกิดได้ เมื่อหยุดตั้งใจ … สติเกิดได้ เมื่อหยุดคิด” อาจารย์สรุปสั้นๆ
ระบบเปิดนั้น หลังฝึกฝนจนเชี่ยว แม้ลืมตา อ้าปาก อยากนั่นโน่นนี่ สติก็มีได้
หลังจากฝึกสมาธิได้ ๖ วัน อาจารย์ก็เรียกตัวมาสอบอารมณ์
…
เบื้องหน้า เป็นบึงน้ำกว้างยาว ขนาดสัก ๑๐ ไร่ ที่มุมขวาซ้าย มองเห็นเก๋งจีนสองหลังน้อยๆ นั่งนั่งจิบชา ช่างได้บรรยากาศจีนๆ เจ๋งๆ เก๋งๆ … ก๋งๆ ดีแท้
“เชิญนั่ง” อาจารย์เรียกข้าฯ เข้านั่งใกล้กัน ใต้ต้นหูกวางรุ่นปู่ทวด จังหวะนั้น สายลมเอื่อยๆ ปะทะเข้ามา เบาๆ
“เจ้าเห็นลมนั่นไหม”
“ลม … รู้สึกได้ แต่ไม่เห็นครับ อาจารย์”
“ลมเห็นได้จากริ้วน้ำ … ริ้วน้ำละเอียดหยาบ เป็นผลจากพลิ้วลม”
“ยามไม่มีลมเล่า อาจารย์”
อาจารย์นั่งนิ่งนานจนข้าฯ ละสายตาจากแผ่นน้ำกว้าง สักพักอาจารย์จึงกล่าวว่า “สายลมไม่เคยหยุดพัดพลิ้ว หากไม่มีลม จะมีเจ้าได้อย่างไร … หากไม่มีจิตจดจ่อเป็นสมาธิ ก็ไม่อาจเห็นทั้งสายลม และ ริ้วน้ำ”
ข้าฯ หลับตาและนิ่งเนิ่นนาน จนอาจารย์ละสายตาจากข้าฯ มองออกไปยังผืนน้ำเบื้องหน้า
“จิตเหมือนนกกระจอก วอกแวก วูบวาบ แวบไปแวบมา” ข้าฯ รายงานผลของการปฏิบัติฯ สดๆ
“สายลมหาใช่เป็นของเรา หากเป็นของเรา เราต้องกำหนดได้ … จิตก็เช่นกัน” อาจารย์พูดช้า แต่ชัดคม
“สายลม พลิ้วน้ำ แล นกกระจิต ข้าฯ ทำได้ก็แต่เฝ้าดูมันใช่ไหม ยังมีสิ่งใดอีกเล่า อันเป็นฐานตามดูตามรู้” ขณะกล่าวคำดังว่า ข้าฯ รู้สึกถึงสิ่งที่ไม่อาจอธิบายโดยการเปล่งวาจา
“ทั้ง ๓ ฐานนั่น แม้แตกต่าง แต่เหมือนกันในบุคลิก มันกำลังแสดงธรรมข้อใหญ่ … เกิดดับ เกิดดับ อยู่อย่างนั้น เจ้าเห็นไหม” ข้อสอบข้อนี้ จำข้าฯ ต้องพิจารณาด้วยสมาธิสักครู่
.
.
.
หลังเราทั้งสอง, ศิษย์อาจารย์, นั่งนิ่งตามดูธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ จากภายนอกสู่ภายใน เป็นเวลาประมาณ ชั่ว ๖ ก้านธูปมอดไหม้
“กายเหมือนเปลวไฟบนแท่งเทียน เกิดดับมอดไหม้ ค่อยๆ หมดไป … ใจเหมือนสายน้ำไหลเอื่อยเรื่อยไป บึงน้ำที่เห็นเบื้องหน้า หาใช่บึงน้ำเดิมอีกต่อไป – กายใจ คือ ตัวทุกข์”
“ทุกข์เพราะเจ้ายึดกายยึดใจไว้ … อนิจจาคือธรรมข้อใหญ่ เรายึดเอาฟ้าดินเป็นของเราไม่ได้ กายใจ ก็เป็นเช่นนั้น” อาจารย์ชี้ลงไปให้กระจ่างชัด
วูบบ์บ์ … ลมแรงปะทะเข้ามา
ข้าฯ กล่าววาจาขึ้นตามสายลม “อะไรๆ มันก็ ๑๑ โมง ๕๐”
โป๊กก์ก์ … เสียงไม้เท้าอาจารย์ปะทะหัวข้าฯ
“อูยย์ย์ ข้าขออภัย อาจารย์ … มันไม่เที่ยง !”
ขุนอรรถ

ฟังเพลงไปด้วย ได้อารมณ์ร่วมเพิ่มขึ้น (5%)


