วาเลนไทย์ … วาเลนทวย (ตอบจบ)

ความเดิมจากตอนที่แล้ว …

 

ลูกรับรู้อย่างไรก็ถูกต้องอย่างนั้น หมายความว่า ให้ดูที่ Output

ไม่ว่าพ่อแม่จะบอกว่า Input จะมากมายเลิศเลออย่างไร

หากเด็กนำไป Process ไม่ได้ และ Output (ที่ตัวเด็ก) รับรู้ว่า ไม่รัก

Input ที่พ่อแม่ประเคนให้ มันไร้ประโยชน์ ยูสเลส !

 

ดังนั้นต้องมี Input อย่างไรเล่า ?

… อาจารย์ฯ บอกว่า ต้องรักด้วยใจให้ได้เสียก่อน

 

สำหรับคนทั่วไป พ่อแม่ย่อมรักลูกอยู่แล้ว

ดังนั้นจึงต้องเรียนรู้ที่จะแสดงออกด้วย

เช่น แสดงออกทางสายตา หรือ สัมผัส(ตัวลูก)ด้วยความรัก 

 

ไม่น่าเชื่อว่า สายตาหรือสัมผัสแห่งรัก(แท้)

สามารถส่งพลัง(งาน)ตรงเข้าสู่สมองส่วนกลาง

เป็นเหตุให้เกิดการหลั่ง สารแฮปปี้ …

สารที่ว่านี้ คือ ยารักษาโรคขาดรัก เป็นยาขนานเดียวที่มีในโลก    

 

ถึงตรงนี้ เกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า

คนไทยน่ะ รักนะ แต่ไม่แสดงออก

อาจารย์ฯ เงียบไป ผมทายใจได้ว่า

 

ถ้าพ่อแม่ไม่สามารถเรื่องแบบนี้ได้

แน่นอนว่า จะเกิดปัญหา(ขาดรัก)ในตัวเด็ก

และหากโชคดี เด็กคิดได้

หรือ พอมีโอกาสให้เขาได้แสดงศักยภาพที่เหมาะสม

อาการขาดรักจะค่อยๆ บรรเทา

 

สำหรับเด็กขาดรัก และไม่รู้ตัวว่าขาด(รัก)

เขาจะกลายเป็นเด็กเหงา และ เด็กกลัวสารพัด

 

เมื่อไม่มีใครรัก(จริง) เลยไม่คิดรักใคร(จริง)

หรือไม่ก็แสดงออกรุนแรงต่างๆ นาๆ คงไม่ต้องยกตัวอย่าง 

 

คำถามมีอยู่ว่า เมื่อพ่อแม่(ย่อม)รักลูกอยู่แล้ว

ทำไมลูกไม่สามารถมองเห็นได้จากสายตา(พ่อแม่)

 

ข้อนี้ขออาจารย์ตอบได้ไหม … ผมคิดว่า

พวกเราคงต้องตีความ(หมาย)คำว่า รักเสียใหม่  

 

๑. คำว่ารักนั้น มีได้หลายระดับ

 

รักไม่เป็น = ฉันรักเธอ เธอ(ต้อง)รักฉัน 

รักมีเงื่อนไข = เธอรักฉันก่อนสิ

รักเพราะรัก = รักฉันหรือไม่ ไม่สำคัญ  

เกินกว่าคำว่ารัก = เจ็บตายแทนได้  

… คุณเห็นหรือไม่ รักระดับเปราะบางที่สุด ?  

 

๒. หากรักตัวเองไม่ได้ คงหาความหมายของรักไม่เจอ

 

มนุษย์คนแรกที่เราควรรัก คือ ตัวเอง

เปล่า … รักตัวเอง ไม่ได้หมายความว่า เห็นแก่ตัว 

แต่รักตัวเอง ต้องรู้จักกาย รู้จักใจของตนเอง

(ว่ามันไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ลึกเกินไปหรือเปล่า??)   

… หากรักตัวเองไม่เป็น จะรักคนอื่นได้อย่างไร

 

๓. ความรักหลาย(รูป)แบบ 

 

รักพ่อ รักแม่ รักพี่น้อง

รักครูอาจารย์ รักเพื่อน

รักลูกเมีย รักครอบครัว

รักงาน รักสังคม รักธรรมชาติ รักผู้คน ฯลฯ

 

๔. รักของเรา

 

เราต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า คนรัก(ในแบบ)ของเราไม่มี

… ความรัก(ในแบบ)ของเราไม่มี

 

เพราะความรักเป็นเรื่องของจิตใจ มันแปรผันไปได้ตลอดเวลา

เดี๋ยวก็รักแบบนั้น เดี๋ยวก็ชอบแบบนี้ … (ไม่เที่ยง อีกแล้ว)  

 

ก่อนจบ … หยิบเอาเรื่องเก่ามาเล่าอีกที

 

ออริจินัลลี่ ประมาณ ๑๗๐๐ ปีก่อน

ใครที่นับถือคริสต์ จะมีความผิดร้ายแรงมาก

ชาวคริสเตียน จึงถูกข่มเหงและทรมาน

เพื่อบังคับให้เลิกเป็นคริสเตียน ใครไม่ยอมเลิกจะถูกฆ่าทิ้ง  

 

แต่ วาเลนตินัสชาวคริสเตียนผู้มีความเมตตา

จะแอบนำอาหาร และ ของใช้จำเป็น

ไปวางไว้ที่ประตูบ้านของคนยากจน โดยไม่ให้คนเหล่านั้นรู้

 

เขาทำอย่างนี้ทุกวัน จนถูกจับได้ และถูกทรมาน

บังคับให้เลิกนับถือคริสต์ แต่เขาไม่ยอม 

 

ระหว่างถูกขัง วาเลนตินัส พบรักกับสาวตาบอด (ลูกสาวของผู้คุม)

เขาตั้งจิตอธิษฐานต่อพระเจ้า จนวันหนึ่ง ตาของเธอหายเป็นปกติ

 

ผู้คุมและครอบครัว จึงหันมานับถือศาสนาคริสต์

เมื่อความรู้ถึงจักรพรรดิฯ พระองค์ทรงกริ้วมาก

สั่งให้ลงโทษวาเลนตินัสอย่างหนัก ด้วยการโบยแล้วนำไปตัดศีรษะ

 

คืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิต

เขาเขียนจดหมายสั้นๆ เป็นการอำลา ส่งไปให้ลูกสาวของผู้คุม

 จากวาเลนไทน์ของเธอเป็นคำลงท้ายของจดหมายฉบับนั้น

 

วาเลนตินัส ต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหาร

ในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๒๗๐

 

วาเลนไทน์ของแท้ คือ ความรักที่มีต่อพระเจ้า

และ หญิงสาวตาบอดคนนั้น

 

รักแท้ต้องสร้างจากเมตตา

หาใช่ ‘Making Love’ อย่างที่น้องๆ เข้าใจ

 

ขุนอรรถ  

 

  valentuay12   valentuay21