ผมดู Seven pounds รอบสอง เพื่อจดบันทึกอะไรบางอย่าง
- ผมเขียนอะไรไม่ได้จริงๆ
รอบแรกของการนั่งดู Seven pounds แทบไม่มีสมาธิเลย
เครื่องเล่นดีวีดีในห้องชั่นล่าง ไม่มีรีโมท
นั่นทำให้ไม่มี subtitle – มีแต่เสียงภาษาอังกฤษล้วน
แม้จะได้อ่านได้รู้เรื่องย่อ และบทวิจารณ์จากใครบางคนบ้าง
ไม่ได้ช่วยให้ดูง่ายขึ้น ในกรณีนี้
เมื่อรู้พล๊อตเรื่องแล้ว ก็เหลือวิธีการเล่าเรื่องเท่านั้นที่ผมสนใจ
รอบแรก ผมจึงได้แต่ถาม Ben Thomas ว่า
“ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้หรือ?”
รอบแรก – แม้ซาบซึ้ง แต่ก็คลุมเครือเต็มที
รอบสอง ขณะ Ben Thomas ตามไปแจก Beach house
ให้ครอบครัวรันทดนั่น ผมจึงเห็นหน้า Hancock ลอยมา
Ben Thomas คือ เจ้าชาย Anti-hero นั่นเอง
…
ผู้กำกับเรื่องนี้ และ Pursuit of Happyness เป็นคนเดียวกัน
http://culturegap.wordpress.com/2008/12/03/pursuit-of-happyness/
แต่ทำไมดู Seven pounds แล้ว ผมกลับนึกถึงอะไรรู้ไหม
… Pay it forward คุณเคยดูเรื่องนี้หรือยัง ?
เด็กชายวัยประถม ทำโครงงานส่งอาจารย์ “ต่อเทียน”
เมื่อเขาเลือก“ให้”ใคร เขาจะให้คนนั้นไปเรื่อยๆ จนเทียนติดไฟ
แน่ล่ะ สิ่งที่เขาต้องการได้จากผู้รับ คือ “ต่อเทียนเล่มถัดไป”
ผมชอบแนวคิดอย่างนี้มากกว่า
ความทุกข์รุนแรงเมื่อเกิดขึ้นกับใคร ย่อมเปลี่ยนชีวิตเขาและเธอ
– แน่ล่ะ
ในฉากที่พระเอกขับรถถึงหน้าบ้านนางเอก
เพลงประกบอบหนังบอกอะไรหลายอย่างแก่ Ben Thomas
โชคร้าย เขาอยู่ในหนัง ยังอยู่ในเรื่องราว – ยังอิน และไม่ได้ยิน
When I grew up and fell in love
I asked my sweetheart what lies ahead
Will we have rainbows day after day
Here’s what my sweetheart said
… Que sera, sera
Whatever will be, will be
The future’s not ours to see
Que sera, sera
What will be, will be
เพลงนี้เก่ามาก ได้ยินจากวิทยุเทป SONY ของแม่บ่อยๆ
ร้องโดย Doris Day
ในหนังสือเข็มทิศชีวิต ผู้เขียนเปรียบเปรยไว้น่าฟัง
“ทุกข์ เหมือนกำหนามกุหลาบ ยิ่งกำยิ่งเจ็บ”
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Seven pounds เป็นหนังไม่ดี
กลับกัน การให้บางอย่างที่พิเศษสุดแก่หญิงคนรัก ซาบซึ้งใจเสมอ
ฉากนางเอกมองเข้าไปในแววตาของพระเอก – ชายคนรัก
แววตานั้น ปรากฏอยู่บนใบหน้าของ “ผู้รับ” คนหนึ่ง
จับใจ ยกให้เป็น “ซีนจดจำ” ของหนังเรื่องนี้
กระนั้นก็เถอะ ความโบราณคร่ำคร่าให้หัวของผม สั่งการว่า
“ฆ่าตัวตาย เป็นบาป”
Who’s the victim?
I am.
Seven pounds – ไม่มุ่งหมายให้ชีวิตดำรง
ขุนอรรถ

I really like “seven pounds”. I confused at the beginning, but the middle and the end was very good. The story was stitched together.
สวัสดีขอรับ
ดูจบแล้วนา แถมยังย้อนกลับไปดูผ่าน ๆ ตอนที่สำคัญ ๆ อีกรอบ อะ แถมยังไปเปิดมติชนฯ อ่านอีกด้วยละ
เห็นว่าน่าสนใจ เลยนำส่วนนี้มาบอกกล่าว
“www.seve7lives.org มีข้อมูลสำหรับใครที่สงสัยว่า การบริจาคร่างกายของคน 1 คน จะช่วยคน 7 คนได้อย่างไร?
หัวใจ 1
ตับ 1
ไต 2
ปอด 2
และ ตับอ่อน 1
รวมเป็น 7″
นอกจากนั้นเนื้อเยื่อต่าง ๆ ยังช่วยคนได้มากกว่า 50 คน และดวงตาหนึ่งข้างก็ช่วยคนได้ 10 คน
.
.
แล้วจะเขียนถึงเรื่องนี้ในแง่มุมของผมเร็ว ๆ นี้แหละขอรับ
ตั้งตารอ ใจจดจ่อขะรับ
: )
Pingback: หรือนี่คือทางออกของ Ben Thomas ? « Let’s talk about the Culture . . . . . Gap!
เพลงนั้นเป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่ร้องโดย Sly & The Family Stone ค่ะ
โอ้โห … Sly’ นี่ ต้องย้อนกลับไป 70′s เชียวนะครับ
สุดยอด … ขอบคุณมากๆ
: )
เพิ่งดูจบไปเมื่อวานครับ ตัวหนังเหมือนจะฉาบความเศร้าเอาไว้ชั้นนึงตลอดตั้งแต่ต้นจบเรื่อง แต่ที่จริงหน้าพระเอกก็ฉายแววเศร้าตลอดเวลาอยู่แล้ว(ต้องชมวิลเค้า แสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้ดีมาก) เวลามีความสุขก็ยิ้มไม่เต็มที่ จะรักผู้หญิงคนนึงก็ยังลังเลตัวเอง
พอหนังใกล้จะจบจึงค่อยคลายปมที่ขมวดไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องออกมาว่าความเศร้าที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดของพระเอกของเรื่องก็คือความสำนึกผิด และโทษตัวเองอย่างสุดโต่ง
และนำมาซึ่งการชดใช้ที่สุดโต่งเช่นกัน ผ่านการ ฆ่าตัวตาย ที่เป็นการวางแผนอย่างรอบคอบและมีผู้รู้เห็น รวมทั้งเลือกผู้ที่จะได้รับชีวิตใหม่ 7 ชีวิต จากชีวิตหนึ่งที่ดับไป
ความคิดของตัวเอกในเรื่องนี้น่าจะใกล้เคียงกับคนรุ่นปัจจุบันมากกว่าในเรื่องการนับถือศาสนาและความเชื่อในบาป เพราะไม่ว่าศาสนาใดในปัจจุบันก็ไม่สนับสนุนการฆ่าตัวตายซึ่งเป็นบาปสาหัส แต่พระเอกกลับเลือกการฆ่าตัวตายซึ่งเป็นทั้งการปลดเปลื้องตัวเอง และการชดใช้อย่างหนึ่ง ซึ่งก็น่าจะใกล้เคียงกับคนรุ่นปัจจุบันที่ความเชื่อทางศาสนาเริ่มจะเจือจางลง และมีความเชื่อในความคิดของตัวเองแทนที่เข้าไป
หนังมีจุดหักเหเล็กๆ ที่หลังจากพระเอกรู้ตัวว่ารัก และสารภาพรักกับนางเอกไปแล้ว ความต้องการมีชีวิตก็กลับมาอีกครั้ง แต่ด้วยสภาพอาการป่วยที่ไม่อาจเยียวยาของนางเอกทำให้เรื่องราวไม่อาจเปลี่ยนไปในแง่ที่ดีกว่านี้ได้(เป็นไปตามแผนเดิมของพระเอก)
และจบอย่างกินใจ เศร้า ซึ้ง เสียดาย หรืออะไรก็ตามแต่
แต่ก็คงไม่เป็นที่สบอารมณ์ของคนเคร่งศาสนานัก
คุณ Q
ผมไม่ได้เข้ามานานกระทู้นี้นานมาแล้ว คุณทำให้ผมกลับมาอ่านงานสั้นๆ นี้อีกครั้ง เพิ่งนึกได้ว่า เพลง… Que sera, sera เพลงนั้น นับเวลาต่อมาจากที่ผมเขียนเรื่องนี้ไม่นาน เพลงนี้โด่งดังในไทยเพราะไทยประกันชีวิต (ผมเชื่อว่า คนเลือกเพลงต้องได้อะไรบางอย่างจากประเด็น “มรณานุสติ” ในหนังเรื่องนี้
: )