ที่มา : Britain’s Got Talent … จึงเรียนรู้ (1)
คราวก่อน เราคุยกันเรื่อง Diversity หรือ “ความหลากหลาย”
อันเป็นเสน่ห์ร้อนแรงของรายการ Britain’s Got Talent ไปแล้ว
ครั้งนี้ เราจะมาคุยกันถึง ตัวคูณร่วมน้อย ตัวหารร่วมมาก
หรือสิ่งที่รวมเรียกว่า “กติกามารยาท” ที่ทำให้ความหลากหลายที่ว่า -
… ออกมา “ดูกลมกลืน”
คุณพอจะนึกออกไหม เวลาเล่นฟุตบอลโดยใช้กติกาของรักบี้
หรือชกมวยไทยด้วยกติกาเทควันโด แข่งยูโดในสนามเตปอง !
มันคงทำเอานักมวยบ้า กรรมการเพี้ยน และคนดู – ไม่มี
อย่างที่บอก เวทีนี้ ไม่มีเฉพาะร้องเพลง มีทั้งเต้น ทั้งเล่นมีด
ดีดกีตาร์ ออกมาโชว์เพี้ยน หรือตลกเลียนแบบนักการเมือง ฯลฯ
ฉะนั้น จึงใช้กติกาและกรรมการเก่งเฉพาะเรื่องไม่ได้
นับเป็นเรื่องท้าทายทั้งคนแข่ง คนขาน กรรมการ และคนดู – จังซี่ !
แล้วกติกาของ Britain’s Got Talent เป็นอย่างไร ?
ผมได้ยิน Simon รวมถึงกรรมการท่านอื่นพูดเสมอว่า
“โชว์ของเรา คือ การมองหาคนธรรมดาๆ ผู้มีความสามารถพิเศษ”
Our show is not about polished performances …
but about ordinary people who have a talent.
ครับ ไม่ใช่การแสดงที่ “ขูดขัดปัดเงา” มาจน “มันวับ”
เซทผมเกาหลี ทำตาแบ๊วเหมือนตุ๊กตา(เสีย-กบาล!)
เรียกว่า “จับแต่ง” หรือ “ชุบทอง” เสียจนไม่รู้ว่า
หากล้างหน้าล้างตาแล้ว อาจจำตัวเองไม่ได้ !
Unpolished performances คือ ทำทุเรียนให้เป็นทุเรียน
แต่งเงาะให้เป็นเงาะ ม่ายช่ายพระสังข์ … ทำนองนั้น
ส่วน Ordinary people ก็ว่ากันด้วยความเป็นคนธรรมดาๆ
อาทิ หน้าตาธรรมดาๆ เรียนมาเหมือนๆ คนอื่นเขา
Ordinary people คือคนทำงานพื้นๆ (คนถูพื้นก็เข้าแข่งได้)
งานธรรมดาๆ ไม่ได้วิเศษวิโส หรือพวกงานไฮโซสะตอเบอรี่ !
– แต่เพราะมีดี มีของ ! และอยากลองให้คนอื่นได้เห็นว่า “ฉันคนนี้ …”
เอาล่ะ หากใครเปิดยูทู้ป ย้อนดูเทปเก่า ตอนพวกเขาเข้ามา Audition
จะเห็นว่าหลายอัน มันสนุกกว่าตอนแข่งจริง
เพราะมีความสด ความฮา ความบ้า และ มุกแป้ก!
กรรมการมี 3 คนบ้าง 4 คนบ้างในรอบ Audition
กรรมการทนดูได้ ก็ทนไป ใครไม่ไหวให้ “กดออด”
หากกดครบ 3 ออด ต้องหยุดการแสดง แล้วเชิญกลับบ้านไป !
สุดท้ายที่อยากให้สังเกต คือ หลายครั้งคนดูชอบ แต่กรรมการชัง
คนดูจึงโห่ไล่กรรมการอยู่ข้างหลัง บางครั้งใช้เสียงตบมือกดดันกรรมการ!
อย่าง DJ – Talent คน(ข้างล่าง)นี้ เล่นไม่ดี ร้องไม่เด่น แต่ “ช่างกล้า”
คนดูอยากให้เข้ารอบ แต่กรรมการเห็นต่าง … ช่างน่าศึกษา !
สุดท้าย Spirit คือ Spirit
โอเค จะว่าผมดัดจริตก็ใช่ เพราะไม่รู้จะแปลปะกิดเป็นไทยยังไงดี
คนดู และ ผู้แข่งขัน(ส์) ลงท้ายจะให้เกียรติกรรมการ
ส่วนกรรมการ ไม่เคยออกอาการรำคาญ หรือ Look down ให้เห็น
เขาเรียกว่า “อยู่ร่วมกันเป็น” ทุกฝ่าย
มันเป็นสิทธิของคุณที่จะไม่เห็นด้วย …
แต่ต่างฝ่ายต่างช่วยเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน – น่าเทิดทูน !
ขุนอรรถ

9 comments
Comments feed for this article
มิถุนายน 2, 2009 ที่ 5:48 pm
snakk
ขอบคุณสำหรับแง่คิด
ชอบเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะบทสรุปส่งท้าย
มิถุนายน 2, 2009 ที่ 9:47 pm
ขาประจำ
วันนี้ผมทำ blog คัรบ ไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ จากขาประจำคุณ นรินทร์ มีไรก็ไปคอมเมนท์ หรือให้คำแนะนำด้วยครับตามอีเมล์ ที่อยู่ blog
http://www.chaiya1975.wordpress.com
มิถุนายน 3, 2009 ที่ 8:37 am
ขุนอรรถ
@snakk
ผมลองไปฝาก comment ไว้ที่ blog ของคุณแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ขอตอบเรื่องธรรมะของนายหญิงไว้ที่นี่แล้วกัน
ไม่แปลกหรอกครับ ที่คุณยังมีข้อสงสัยในธรรม ผมก็เคย
และยังมีอีกมาก ต่างเชื่อในแบบของตน
งานและวุฒิการศึกษาของผม ไม่สมดุลกันนัก
เป็นเหตุให้ต้องศึกษาโดยหาอ่านหนังสือเอาเอง
โดยเฉพาะอะไรๆ ที่เกี่ยวกับ การบริหารจัดการ
…
มิถุนายน 3, 2009 ที่ 8:47 am
ขุนอรรถ
… อ่านไปทำงานไป ค่อยๆ สังเกตว่า นี่มัน ‘พุทธ’ ชัดๆ
steven r covey เขียนเรื่อง 7 habits’
อ่านอย่างไร ก็เข้าใจได้ว่า เขาบอกให้เราสร้างนิสัย ‘พึ่งพาตนเอง’
หนังสือ how to การประสบความสำเร็จต่างๆ
จะเขียนอย่างไร ก็ไม่เกินเรื่อง 4 เรื่องนี้
ฉันทะ – รักในสิ่งที่ทำ
วิริยะ – เพียรทำในสิ่งนั้น
จิตตะ – จดจ่อ focus เพ่งพินิจธรรมชาติของมัน
วิมังสา – ทบทวน ปรับปรุง check+act
…
มิถุนายน 3, 2009 ที่ 8:54 am
ขุนอรรถ
… ข้างบนนั่น อิทธิบาท 4
ผมเริ่มศึกษาธรรมจากเรื่องทำนองนี้
แล้วค่อยๆ ลงลึกหาแก่นของมัน – วิถีทางหมดทุกข์
…
โลกเราเรียนรู้เรื่องนอกตัวกันมากแล้ว นานแล้ว
นับวันยิ่งไกลตัว ยิ่งห่างธรรมชาติ ยิ่งห่างธรรม
ที่สำคัญ นับวันมนุษย์ยิ่งทุกข์ ยิ่งเครียด ยิ่งสับสน
ลองดูครับ ลองถอยหลังกลับเข้ามาศึกษาเรื่อง ‘ในตัว ในกาย ในใจ’ กันดู
บางที สิ่งที่วิ่งหากันเกือบตาย และอาจไม่ได้อะไรแม้วันในสุดท้าย
… กลับอยู่ใกล้ๆ แค่นั่งหลับตา
: )
มิถุนายน 3, 2009 ที่ 9:27 am
snakk
พวกเราทุกคนเหมือนกัน ตรงที่ทุกคนมีความแตกต่าง เป็นกล่อง process ที่ป้อน input เดียวกัน แต่ได้ output ที่แตกต่าง หลากกลาย ยากเกินคาดเดา
ถ้าจะใช้คำพูดเท่ๆ ก็ประมาณว่า มนุษย์มีเสน่ห์ที่สมอง (ความคิด) สัมผัสสิ่งเดียวกัน แต่นำไปประมวลผลออกมาเป็น output ที่ต่างกัน และที่เท่ยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ พวกเราสื่อสารถึงกันและกันได้
และที่เท่ที่สุด ก็คือ (ถ้า)พวกเรายอมรับในความแตกต่างของกันและกันได้ (เหมือนบทสรุปของเรื่องข้างบน)
ทั้งหมดทั้งปวง เริ่มจากเรียนรู้และเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ ซึ่งหลักสูตรนี้อาจไม่มีวันเรียนจบ
_/\_ ขอบคุณอีกครั้งครับ ที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน _/\_
มิถุนายน 3, 2009 ที่ 11:11 am
ขุนอรรถ
คุณ snakk เป็น Engineer เหรอครับ ?
“ลปรร” นี่ เป็น technical terms ของบรรดา KM … ใช่ไหมเอ่ย?
มิถุนายน 3, 2009 ที่ 1:17 pm
ดิลล์
ท่าน snakk กล่าวได้ดี..กล่าวได้ดี..
อ่านฟีดแล้วนิ่งเสียก็กระไร
จึงรีบแจ้นมาขอบคุณคำกล่าวขะรับ
เพราะ out put ที่แตกต่างนี่เอง..เรื่องราวจึงน่าสนใจ
คารวะ
มิถุนายน 9, 2009 ที่ 11:16 am
snakk
@ขุนอรรถ
ใช่ครับ ผมทำงานสาย engineering และก็ยังทำอยู่จนทุกวันนี้
ลปรร ได้มาจาก GotoKnow (ตอนนี้ที่บริษัทฯ กำลังนิยมใช้กันมาก)
@ดิลล์
ยินดีมาก ขอคารวะเช่นกันครับ