Britain’s Got Talent … จึงเรียนรู้ (2)
ที่มา : Britain’s Got Talent … จึงเรียนรู้ (1)
คราวก่อน เราคุยกันเรื่อง Diversity หรือ “ความหลากหลาย”
อันเป็นเสน่ห์ร้อนแรงของรายการ Britain’s Got Talent ไปแล้ว
ครั้งนี้ เราจะมาคุยกันถึง ตัวคูณร่วมน้อย ตัวหารร่วมมาก
หรือสิ่งที่รวมเรียกว่า “กติกามารยาท” ที่ทำให้ความหลากหลายที่ว่า -
… ออกมา “ดูกลมกลืน”
คุณพอจะนึกออกไหม เวลาเล่นฟุตบอลโดยใช้กติกาของรักบี้
หรือชกมวยไทยด้วยกติกาเทควันโด แข่งยูโดในสนามเตปอง !
มันคงทำเอานักมวยบ้า กรรมการเพี้ยน และคนดู – ไม่มี
อย่างที่บอก เวทีนี้ ไม่มีเฉพาะร้องเพลง มีทั้งเต้น ทั้งเล่นมีด
ดีดกีตาร์ ออกมาโชว์เพี้ยน หรือตลกเลียนแบบนักการเมือง ฯลฯ
ฉะนั้น จึงใช้กติกาและกรรมการเก่งเฉพาะเรื่องไม่ได้
นับเป็นเรื่องท้าทายทั้งคนแข่ง คนขาน กรรมการ และคนดู – จังซี่ !
แล้วกติกาของ Britain’s Got Talent เป็นอย่างไร ?
ผมได้ยิน Simon รวมถึงกรรมการท่านอื่นพูดเสมอว่า
“โชว์ของเรา คือ การมองหาคนธรรมดาๆ ผู้มีความสามารถพิเศษ”
Our show is not about polished performances …
but about ordinary people who have a talent.
ครับ ไม่ใช่การแสดงที่ “ขูดขัดปัดเงา” มาจน “มันวับ”
เซทผมเกาหลี ทำตาแบ๊วเหมือนตุ๊กตา(เสีย-กบาล!)
เรียกว่า “จับแต่ง” หรือ “ชุบทอง” เสียจนไม่รู้ว่า
หากล้างหน้าล้างตาแล้ว อาจจำตัวเองไม่ได้ !
Unpolished performances คือ ทำทุเรียนให้เป็นทุเรียน
แต่งเงาะให้เป็นเงาะ ม่ายช่ายพระสังข์ … ทำนองนั้น
ส่วน Ordinary people ก็ว่ากันด้วยความเป็นคนธรรมดาๆ
อาทิ หน้าตาธรรมดาๆ เรียนมาเหมือนๆ คนอื่นเขา
Ordinary people คือคนทำงานพื้นๆ (คนถูพื้นก็เข้าแข่งได้)
งานธรรมดาๆ ไม่ได้วิเศษวิโส หรือพวกงานไฮโซสะตอเบอรี่ !
– แต่เพราะมีดี มีของ ! และอยากลองให้คนอื่นได้เห็นว่า “ฉันคนนี้ …”
เอาล่ะ หากใครเปิดยูทู้ป ย้อนดูเทปเก่า ตอนพวกเขาเข้ามา Audition
จะเห็นว่าหลายอัน มันสนุกกว่าตอนแข่งจริง
เพราะมีความสด ความฮา ความบ้า และ มุกแป้ก!
กรรมการมี 3 คนบ้าง 4 คนบ้างในรอบ Audition
กรรมการทนดูได้ ก็ทนไป ใครไม่ไหวให้ “กดออด”
หากกดครบ 3 ออด ต้องหยุดการแสดง แล้วเชิญกลับบ้านไป !
สุดท้ายที่อยากให้สังเกต คือ หลายครั้งคนดูชอบ แต่กรรมการชัง
คนดูจึงโห่ไล่กรรมการอยู่ข้างหลัง บางครั้งใช้เสียงตบมือกดดันกรรมการ!
อย่าง DJ – Talent คน(ข้างล่าง)นี้ เล่นไม่ดี ร้องไม่เด่น แต่ “ช่างกล้า”
คนดูอยากให้เข้ารอบ แต่กรรมการเห็นต่าง … ช่างน่าศึกษา !
สุดท้าย Spirit คือ Spirit
โอเค จะว่าผมดัดจริตก็ใช่ เพราะไม่รู้จะแปลปะกิดเป็นไทยยังไงดี
คนดู และ ผู้แข่งขัน(ส์) ลงท้ายจะให้เกียรติกรรมการ
ส่วนกรรมการ ไม่เคยออกอาการรำคาญ หรือ Look down ให้เห็น
เขาเรียกว่า “อยู่ร่วมกันเป็น” ทุกฝ่าย
มันเป็นสิทธิของคุณที่จะไม่เห็นด้วย …
แต่ต่างฝ่ายต่างช่วยเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน – น่าเทิดทูน !
ขุนอรรถ
Posted on 02/06/2009, in mind gap, world gap and tagged กติกา, น่าดู, BGT. Bookmark the permalink. 9 ความเห็น.
ขอบคุณสำหรับแง่คิด
ชอบเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะบทสรุปส่งท้าย
วันนี้ผมทำ blog คัรบ ไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ จากขาประจำคุณ นรินทร์ มีไรก็ไปคอมเมนท์ หรือให้คำแนะนำด้วยครับตามอีเมล์ ที่อยู่ blog
http://www.chaiya1975.wordpress.com
@snakk
ผมลองไปฝาก comment ไว้ที่ blog ของคุณแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ขอตอบเรื่องธรรมะของนายหญิงไว้ที่นี่แล้วกัน
ไม่แปลกหรอกครับ ที่คุณยังมีข้อสงสัยในธรรม ผมก็เคย
และยังมีอีกมาก ต่างเชื่อในแบบของตน
งานและวุฒิการศึกษาของผม ไม่สมดุลกันนัก
เป็นเหตุให้ต้องศึกษาโดยหาอ่านหนังสือเอาเอง
โดยเฉพาะอะไรๆ ที่เกี่ยวกับ การบริหารจัดการ
…
… อ่านไปทำงานไป ค่อยๆ สังเกตว่า นี่มัน ‘พุทธ’ ชัดๆ
steven r covey เขียนเรื่อง 7 habits’
อ่านอย่างไร ก็เข้าใจได้ว่า เขาบอกให้เราสร้างนิสัย ‘พึ่งพาตนเอง’
หนังสือ how to การประสบความสำเร็จต่างๆ
จะเขียนอย่างไร ก็ไม่เกินเรื่อง 4 เรื่องนี้
ฉันทะ – รักในสิ่งที่ทำ
วิริยะ – เพียรทำในสิ่งนั้น
จิตตะ – จดจ่อ focus เพ่งพินิจธรรมชาติของมัน
วิมังสา – ทบทวน ปรับปรุง check+act
…
… ข้างบนนั่น อิทธิบาท 4
ผมเริ่มศึกษาธรรมจากเรื่องทำนองนี้
แล้วค่อยๆ ลงลึกหาแก่นของมัน – วิถีทางหมดทุกข์
…
โลกเราเรียนรู้เรื่องนอกตัวกันมากแล้ว นานแล้ว
นับวันยิ่งไกลตัว ยิ่งห่างธรรมชาติ ยิ่งห่างธรรม
ที่สำคัญ นับวันมนุษย์ยิ่งทุกข์ ยิ่งเครียด ยิ่งสับสน
ลองดูครับ ลองถอยหลังกลับเข้ามาศึกษาเรื่อง ‘ในตัว ในกาย ในใจ’ กันดู
บางที สิ่งที่วิ่งหากันเกือบตาย และอาจไม่ได้อะไรแม้วันในสุดท้าย
… กลับอยู่ใกล้ๆ แค่นั่งหลับตา
: )
พวกเราทุกคนเหมือนกัน ตรงที่ทุกคนมีความแตกต่าง เป็นกล่อง process ที่ป้อน input เดียวกัน แต่ได้ output ที่แตกต่าง หลากกลาย ยากเกินคาดเดา
ถ้าจะใช้คำพูดเท่ๆ ก็ประมาณว่า มนุษย์มีเสน่ห์ที่สมอง (ความคิด) สัมผัสสิ่งเดียวกัน แต่นำไปประมวลผลออกมาเป็น output ที่ต่างกัน และที่เท่ยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ พวกเราสื่อสารถึงกันและกันได้
และที่เท่ที่สุด ก็คือ (ถ้า)พวกเรายอมรับในความแตกต่างของกันและกันได้ (เหมือนบทสรุปของเรื่องข้างบน)
ทั้งหมดทั้งปวง เริ่มจากเรียนรู้และเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ ซึ่งหลักสูตรนี้อาจไม่มีวันเรียนจบ
_/\_ ขอบคุณอีกครั้งครับ ที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน _/\_
คุณ snakk เป็น Engineer เหรอครับ ?
“ลปรร” นี่ เป็น technical terms ของบรรดา KM … ใช่ไหมเอ่ย?
ท่าน snakk กล่าวได้ดี..กล่าวได้ดี..
อ่านฟีดแล้วนิ่งเสียก็กระไร
จึงรีบแจ้นมาขอบคุณคำกล่าวขะรับ
เพราะ out put ที่แตกต่างนี่เอง..เรื่องราวจึงน่าสนใจ
คารวะ
@ขุนอรรถ
ใช่ครับ ผมทำงานสาย engineering และก็ยังทำอยู่จนทุกวันนี้
ลปรร ได้มาจาก GotoKnow (ตอนนี้ที่บริษัทฯ กำลังนิยมใช้กันมาก)
@ดิลล์
ยินดีมาก ขอคารวะเช่นกันครับ