วิชา*

6:50 น. 

“หน้าหนาวนี่มืดเร็วสว่างช้า หรือมืดเร็วสว่างเร็ว” พ่อตั้งคำถามก่อนบิดกุญแจสตาร์ท 

“… มืดเร็ว … (หยุดคิด) สว่างเร็วมั้ง หรือไม่ใช่” ลูกตอบเสียงงัวเงีย 

ความพยายามที่จะแหวกหนังตาตัวเองในตอนเช้ามืด เร่งอาบน้ำแปรงฟันคล้ายกำลังเข้าค่ายฝึกวิชาทหารแบบนี้ ไม่ได้เป็นภาระกิจเฉพาะสำหรับนักเรียนเท่านั้น! 

ควอลิตี้ทามที่พ่อหรือแม่ถามหา ถ้าไม่ใช่เวลานี้แล้วจะเป็นเวลาไหน? 

“อาชีพที่ลูกอยากเป็นตอนเด็กๆ กับเวลานี้ยังเหมือนเดิมไหม” พ่อเปิดประเด็น 

เด็กชายวัยกำลังใช้เงินเงียบเสียงคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “อืมมม ลูกยังอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน หรือไม่ก็สถาปนิกเหมือนเดิมนะ” ลูกตอบ 

“แล้วเพื่อนๆ ล่ะ เด็กเดี๋ยวนี้โตขึ้นอยากเป็นอะไรกัน” พ่อหมุนพวงมาลัยไปตามทางลัดก่อนตัดเข้าถนนใหญ่ 

“สถาปนิกก็มี อยากเปิดร้านอาหารก็มี พวกเกรียนๆ อยากเป็นครูก็มี …” ลูกตั้งใจจะพูดต่อแต่พ่อสงสัย “ทำไมต้องเกรียน” 

“มันบอกว่าโดนครูด่า งั้นโตขึ้นเป็นครู จะได้ไปด่านักเรียนบ้าง” ลูกพูดจบ ทั้งสองก็ประสานเสียงหัวเราะให้กับความเกรียนของเด็กยุคนี้ 

“เวลาเด็กบอกอยากเป็นสถาปนิกนี่ รู้เหรอว่าสถาปนิกต้องอะไรบ้าง” พ่อพยายามหาทางเข้าเรื่อง 

“ก็เขียนแบบ ออกแบบ ลูกชอบตรงที่มันใช้วิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้ศิลปะด้วย อะไรแบบนั้น” ลูกตั้งใจอธิบาย 

“อืม ฟังดูเหมือนว่าสถาปนิกทำหน้าที่เชื่อมความฝันกับความจริงนะ ว่ามั้ย” พ่อชวนคิดตาม ลูกพยักหน้า

“ลูกรู้ใช่ไหม คุณปัญญาเวิร์คพ้อยท์นั่นก็สถาปนิก สถาปนิกเมืองไทยหลายคนทำงานในวงการโทรทัศน์ (ลูกพยักหน้าหงึกๆ) 

… ถ้าลองสังเกตุดูดีๆ แต่ละสาขาวิชามีวิธีคิดที่แตกต่างกันนะพ่อว่า คือเราไม่ได้เรียนแค่วิชาตามหลักสูตรเท่านั้น วิธีคิดหรือกรอบคิดของวิชานั้นๆ เป็นสิ่งที่เราซึมซับมาด้วยแบบไม่รู้ตัว” พ่อหันไปเช็คระดับความสนใจ 

“….” ลูกเลิกคิ้วถาม 

พ่อลดกระจกหน้าต่างจ่ายเงินค่าทางด่วนแล้วพูดต่อ “อย่างสถาปนิกไม่ได้สอนวิชาออกแบบบ้าน เขียนแบบบ้านเท่านั้น เขาสอนให้เราทำความฝันให้เป็นความจริง เชื่อมโลกวิทยาศาสตร์กับโลกศิลปะเข้าหากัน ลูกว่่าไหม … 

นิติศาสตร์ สอนให้เรารู้จักกติกา รู้ว่าทุกอย่างมีองค์ประกอบ มีเงื่อนไข และทำให้เรารู้ด้วยว่าทุกกติกามีช่องโหว่เสมอ 

… หรือวิชาเศรษฐศาสตร์ เขาไม่ได้สอนให้เราเป็นพนักงานธนาคาร หรือทำงานเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ที่ไหน เขาสอนให้เรารู้ว่าไม่มีของฟรีในโลก ทุกอย่างมีต้นทุนเสมอ คำว่าราคาเป็นคำเดียวกับราคะ ยิ่งเราอยากได้อะไร เรายิ่งต้องจ่ายหนักขึ้นเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาครอบครอง” 

“วิธีคิดหรือกรอบคิดเหล่านี้ต่างหากที่ลูกต้องทำความเข้าใจ และถ้าเราโยงการเขียนการ์ตูนกับวิชาความถนัดทางสถาปัตย์ได้ หรือถ้าเราโยงช่องว่างทางการตลาดกับเงื่อนไขความสำเร็จได้ 

หรือถ้าเราโยงกิเลส ความอยาก ความต้องการของมนุษย์เข้ากับสินค้าที่ลูกจะผลิตออกขาย วันหนึ่งลูกอาจเป็นสถาปนิก นักเขียนการ์ตูน นักฏหมาย หรือแม้กระทั่งจะกลายเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ภายในวันเดียวก็ยังได้ 

… ใครจะรู้” 

ขุนอรรถ 

Posted on 26/01/2012, in no gap and tagged , . Bookmark the permalink. 1 ความเห็น.

  1. ความปวดร้าวของเด็กบ้านนอกก็คือพ่อ-แม่ส่งมาเรียนโดยยังไม่รู้เลยว่าไอ้วิชาที่ว่าน่ะคืออะไร ไอ้เด็กบ้านั้นก็ขึ้นมาไม่รู้เหนือรู้ใต้ ย่ำ ๆ มาบนถนนชีวิต ยินผู้ค้นพูดถึงความฝัน ขุดค้นหาฝันกันแล้วให้ผะอืดผะอม ไอ้เด็กบ้านั้นขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ เมื่อวัยสิบกว่าขวบ มาเห็นเมือง เห็นรถราขวักไขว่ เห็นรถเมล์ขาวนายเลิศ ผ่าสิพี่ทั่น..มันฝันอยากเป็นกระเป๋ารถเมล์!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.