“พรหมจรรย์” … วัฒนธรรมนำเข้า!!

ภาคต่อจาก Entry ก่อนหน้า ในวงสัมมนาเดียวกัน อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ ว่า …  

… วรรณกรรมสอนหญิง เริ่มมีในสมัยปลายอยุธยา คือ กฤษณาสอนน้อง ก็จริง แต่ก็ยังเป็นเรื่องแม่สอนการวางตัว ให้ลูกสาวหลังแต่งงานแล้ว ขณะที่สุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่ กวีซึ่งรุ่งเรืองในยุค ร.2 นั้น เริ่มบอกให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว และให้ผู้ใหญ่เลือกคู่ให้

… “พรหมจรรย์นั้น พบว่าสังคมไทยในอดีต จากที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ในเรื่องนี้นัก ขณะเดียวก็ไม่ได้ยกย่องผู้หญิง ที่มีความสัมพันธ์ทางเพศ กับ ผู้ชายหลายๆ คน

แต่พอถึงสมัย ร.5 ซึ่งเริ่มมีวัฒนธรรม วิกทอเรียนเข้ามา ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในเรื่องทัศนคติทางเพศของสังคมไทย พวกวิกทอเรียน จะยกให้พรหมจรรย์ เป็นสิ่งเลอเลิศ สูงสุดในชีวิตผู้หญิง  … สร้างความเป็นสุภาพบุรุษให้ผู้ชาย

แต่พวกนี้กลับมีความเชื่อแปลกๆ ว่าผู้หญิงไม่มีอารมณ์ทางเพศ ถ้าจะมีก็เพราะ 1. แกล้งเอาใจผู้ชาย 2. เป็นโรคที่ชอบมีเซ็กส์มากกว่าปกติ  … ซึ่งเป็นจินตนาการของผู้ชายที่อยากให้ผู้หญิงเป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่จากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โรคนี้ไม่มีอยู่จริง … ทีนี้พวกผู้หญิงไทยที่ได้เรียนหนังสือมาก หรือคนที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก ก็พลอยรับความคิดพวกนี้มาด้วย  

ขณะที่สังคมไทยในอดีตไม่เคยสอนให้ผู้ชายเป็น นักฟันดะแต่สอนให้รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง เช่น ไม่ว่าจะ ขุนแผน หรืออิเหนา หากได้ใครเป็นเมียแล้วก็ ไม่ได้ฟันแล้วทิ้งขว้าง แต่จะรับเป็นเมียหมดทุกคน

khun_aut

vma1.jpg