การเมือง … เรื่องขุ่นใจ(ไปใย พี่น้องคร้าบ!)

ถือว่าเป็น issue พิเศษ แล้วกันนะ  
รู้สึก(ขุ่น)เหมือนกันหรือเปล่า?
หาหลักธรรมมานำใจสักหน่อย คงจะดี   

อ่านซะ … ยกระดับจิต(ใจ)ได้ 24.63%  
: )  

+ + + + + + + + + +  

เ บื่ อ ก า ร เ มื อ ง : เ รื่ อ ง ขุ่ น ใ จ ก่ อ น เ ลื อ ก ตั้ ง ( ฉ บั บ คั ด ย่ อ )
โดย พ ร ะ พ ร ห ม คุ ณ า ภ ร ณ์  ( ป. อ.  ป ยุ ตฺ โต ) 

สังคมนี้ ก็เป็นสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ มีอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องกระทบตัวเรา กระทบคนที่เรารัก กระทบคนและกิจการที่เรารับผิดชอบ เราจึงต้องรู้ไว้ พอให้มองอะไรๆ ออกบ้าง พอจะวางตัวได้ในสถานการณ์ที่เป็นไป อย่างน้อยในจิตใจก็พอจะมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยพอสมควร มิฉะนั้น ความไม่รู้นี้ มันจะทำให้เราปรับตัวไม่ได้ทันการณ์ แล้วก็จะมองจะคิดอะไรไม่ออก เพราะไม่มีข้อมูลที่จะเอามาใช้ในการพิจารณา

คือเอาแค่พอรู้ทันว่าอะไรเป็นอะไร เอาแค่นั้นพอ รู้นี่สำคัญมาก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เราก็ต้องรู้หรือควรจะรู้มัน เราเอาแต่ความรู้ ความรู้สึกเราไม่ยุ่ง ถ้าเกิดความรู้สึกขึ้นมา เราก็รู้ว่าเรามีความรู้สึกนั้น แค่นั้นพอ ไม่ต้องตามมันไป พอได้ความรู้แล้ว ก็กลับมาอยู่กับเรื่องของเราต่อไป 

ตอนนี้ ปัญหาอยู่ที่ว่า บางทีเราไม่แยกระหว่างความรู้กับความรู้สึก พอรู้อะไร ความรู้สึกก็มาทันที เพราะว่าพอรู้ก็มี ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ชอบใจ หรือไม่ชอบใจ นี่คือรู้สึก แล้วแทนที่จะอยู่กับความรู้หรือเก็บความรู้ต่อไป เราก็เลยไถลไปกับความรู้สึก นี่คือผิดทาง แยกความรู้กับความรู้สึกให้ได้ และมันก็เป็นการฝึกตัวเราอย่างหนึ่งด้วย

เพราะเป็นธรรมดาว่า ในการดำเนินชีวิต แน่นอนว่าเราต้องเจออะไรต่างๆ ที่ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง เมื่อเราเจอมันเข้าจริงๆ แล้ว เราวางใจต่อมันได้ถูก ก็เท่ากับเราได้ทำแบบฝึกหัดผ่านไว้ๆ ทำให้เราพร้อมสำหรับสถานการณ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะมาดีมาร้าย ฉันก็วางใจได้ รับได้ทุกรูปแบบ แล้วที่ว่านักการเมืองไม่ดี ทำไมอยู่ในแวดวงการเมืองได้ดี และสังคมก็ยอมรับอย่างดี นี่ก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่าสังคมนี้ชอบนักการเมืองอย่างนั้น

ปัญหาจึงไม่อยู่แค่ที่ตัวนักการเมือง แต่อยู่ที่สังคมทั้งหมด คือคนทั่วไปมีคุณภาพแค่นั้น เพราะฉะนั้น จะแก้ปัญหาให้ได้ผลจริง ก็หนีไม่พ้นว่าต้องพัฒนาคุณภาพของประชาชน 

จริงไหมว่า นักการเมืองก็มาจากประชาชน หรือ จากประชาชนนั่นแหละก็มาเป็นนักการเมือง นี่หมายถึงทั้งสองทาง คือ เมื่อประชาชนเป็นอย่างไร ก็ หนึ่ง คนที่เป็นนักการเมืองก็คือ บางคนในประชาชนนั้นแหละมาเป็น แล้วก็ สอง คนที่เป็นนักการเมืองก็คือ คนที่ประชาชนแบบนั้นแหละชอบอย่างนั้นแล้วเลือกเข้ามา

ดังนั้น คุณภาพของประชาธิปไตย จึงอยู่ที่คุณภาพของประชาชน 

วิธีของพระพุทธศาสนาคือ ทำอย่างไรจึงจะให้เรื่องนั้นระงับสงบ แก้ปัญหาได้ โดยไม่ใช้วิธีรุนแรง ต้องแก้ ไม่ใช่ปล่อย ไม่ใช่ยอม แต่ต้องใช้ความสามารถอย่างสูง ที่จะแก้โดยไม่ใช้วิธีรุนแรง ถ้าคนเก่งถึงขั้นจริงๆ เขาจึงจะกล้าที่จะแก้ปัญหาโดยไม่ต้องใช้วิธีรุนแรง นี่ก็คือต้องพัฒนาตัวจนสามารถสยบความรุนแรงได้ ซึ่งมนุษย์ยังพัฒนาไปไม่ค่อยถึง หรือยังคิดไม่ถึง จึงได้แค่กลัวว่าตัวจะแย่ แล้วแรงมาก็ต้องแรงไป 

เป็นทางเลือกของสังคมไทยว่าจะเอาธรรมะ หรือจะเอาธนะ ดูเหมือนว่าคนไทยมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ที่จะใช้สิทธิในการเลือกนี้ และคนไทยก็รู้ด้วยว่าที่ถูกนั้นต้องเอาธรรมะ แต่ถ้าไม่เลือกธรรมะ กลับไปเอาธนะ ก็เพราะใจนี่แหละไม่เป็นไท ใจนั้นจึงไม่มีเสรีภาพที่จะเลือกเอาสิ่งที่ถูกต้อง หมายความว่า คนไทยที่ใจไม่เสรี ก็ไปใช้เสรีภาพที่จะเลือกเอาธนะ 

อุเบกขาน่ะต้องมี แต่ต้องเป็นอุเบกขาแท้ ไม่ใช่อุเบกขาแบบเฉยเมย และไม่ใช่เฉยโง่ ที่กลายเป็นอัญญาณุเบกขา ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ทอดทิ้ง แต่ที่จริงเรารู้ เรามองดูอยู่ และมองในระยะยาวด้วย 

อย่างการศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญ คนที่ทำงานในด้านการศึกษา ถึงเขาจะไม่ใส่ใจเรื่องการเมือง แต่ถ้าเขาทันต่อสถานการณ์ และรู้ปัญหาพื้นฐาน แล้วจับที่จุดนั้น นั่นคือเขาก็กำลังช่วยแก้ปัญหาของสังคมในระยะยาว และอย่างเป็นเนื้อหาสาระ ปัญหาใหญ่ของทั้งสังคม เรื่องคุณภาพประชาชน เราจะแก้อย่างไร ก็ต้องพัฒนาคุณภาพประชาชน พัฒนาประชาชนจะทำอย่างไร ก็ต้องด้วยการศึกษา 

หลักการของพระพุทธศาสนา คือ อย่าไปสุดโต่ง  

+ + + + + + + + + +  

กราบนมัสการ พระเดชพระคุณฯ มา ณ ที่นี้

khun_aut
inspired by http://www.oknation.net/blog/chao/2007/11/30/entry-1/ (ฉบับเต็ม)

p1010477.jpg
… ใครจำพระในภาพนี้ได้บ้างเอ่ย?