ความเหมือนต่าง ระหว่าง ใบเหลือง ใบแดง และใบข่อย!

กระทาชายนาย Aston นำไอเดียการแจกใบเหลืองแดง มาใช้กับกีฬา football ครั้งแรก เมื่อปี 1970
ในการแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งที่ Maxico เป็นเจ้าภาพ
… ไอเดียที่ว่า กรรมการฟุตบอลโลก ยอมรับและบรรจุเป็นกติกา
หลังจากลองใช้มาได้แค่
22 ปี!! 
 

เจ้าของไอเดีย บอกที่มาที่ไป ให้ฟังว่า
ก่อนจะมี Yellow card – Red card นั้น เวลากรรมการจะเตือนผู้เล่นแต่ละที 
คล้ายกับจะมีปากเสียงกัน ยังไงยังงั้น
ยิ่งเป็นผู้เล่นต่างชาติต่างภาษา
ยิ่ง
go so big! กว่าจะรู้เรื่องกัน ทำเอาเมื่อยมือ และแทบจะหมดเวลาการแข่งขัน! … 
 

วันหนึ่ง ขณะนั่งเซ็งรถติดอยู่บนถนน ก็เหลือบไปเห็น สัญญาณไฟเขียวไฟแดง
จึงเกิดปิ๊งไอเดียนี้ขึ้น … นี่ดีนะ ที่นาย
Aston ไม่ปรึกษาพี่ไทยเสียก่อน
เพราะบ้านเรา ไฟแดง คือ
Stop ไฟเขียว คือ Go … ส่วนไฟเหลือง คือ
Do Not Slow, 
Go as fast as you can
 

สถิติการแจกใบแดง-ใบเหลืองมากที่สุด
และตั้งแต่มีการใช้
Y/R card มา เกิดขึ้นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ของการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2006
ระหว่าง ฮอลแลนด์ กับ โปรตุเกส … ใบเหลือง 16 ใบแดงอีก 4
แจกโดย ทั่น วาเลนติน อิวานอฟ สิงห์เชิ้ตดำจากแดนหมีขาว 
 

การแจกใบเหลืองใบแดง ระหว่างเกมฟุตบอล กับ เกมการเมือง
มีส่วนเหมือนและต่างกันอยู่บ้าง
อย่างน้อย ต่างก็เป็นเกมทั้งคู่ ต้องแข่งขัน
ต้องเล่นเกม (แต่ไม่ควรเรียกว่า การละเล่น
เพราะการละ-เล่น แปลว่า ไม่ยอม(ลงมา)เล่น??) 

อีกอย่างหนึ่ง กรรมการฯ จะพิจารณาและลงโทษ ตามความผิดหนักเบา
… หนักนิด ก็ใบเหลือง หนักเกินไป ก็ใบแดง  

ส่วนพวกที่ ทำผิดหนักๆ เข้าขั้นหนักอิ๊บอ๋าย(…หน้าไม่อายเลยนะเมิง)
ก็จะได้รับ Black card ไป
(ในทางการเมือง ใช้ใบข่อยแทน)
ผู้เล่นนอกจากจะโดนไล่ออกไปแล้ว ยังถูกห้ามลงเข่ง
เอ้ย ห้ามลงแข่ง ทั้ง
tournament กันเลยทีเดียว  
 

และที่เหมือนกันมากๆ อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ
อาการหลังโดนใบสั่ง สีใดสีหนึ่ง 
(บางคน โดนใบเหลือง แต่ออกอาการใบแดง!) คือ 

(๑) เดินเข้าไปโวยกรรมการฯ ทั้งๆ ที่ตัวเองผิด ใครๆ ก็เห็น
(๒) บ่นๆๆ บ่นให้กรรมการ เพื่อนร่วมทีม หรือไม่ก็ บ่นให้คู่แข่งฟัง และ
(๓) ทำเป็นหงุดหงิด เดินส่ายหน้าออกมา พร้อมกับบ่นต่อ … ให้ตัวเองฟัง

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ การแสดง หรือ แทคติก ที่ซักซ้อมกันไว้(กับโค้ช)
เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ 
 

khun_aut