ห้องปฏิบัติชา_รวม (๑)

ประสบการณ์ ๑๐ วันระหว่างธรรมปฏิบัติครั้งแรกในชีวิตของผมนั้น คิดๆ ดูแล้ว น่าจะทำให้เขียนอะไรๆ ออกมาได้สัก ๑๕๒๐ ตอนกันเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีเกล็ดเล็กและสะเก็ดน้อยๆ ระหว่างการพัฒนาสมาธิ ที่น่าบันทึกเอาไว้แล้ว ก็ยังมีเรื่องที่ทำให้ต้อง(แอบ)ขำ อีกหลายขำ  

 

ที่นี่เน้นการปฏิบัติในแนวเวทนาวิปัสสนา … ด้วยความรู้ทางธรรมเท่าหางกะปอม ผมไม่อาจจะสรุปเช่นนี้ได้เอง แต่พี่จี๊ พี่ชายนายหนึ่งเฉลยให้ฟังเช่นนั้น กลางวงสนทนาประสากระเหรี่ยง ณ วันสุดท้ายในบ้านเอเอฟ !

 

ขอออกตัวเสียก่อนเนิ่นๆ ว่า กรุณาอย่าคาดหวังเรื่องวิชาการมารผจญจากปาก(กา)ของผมเสียให้ยาก ธรรมปฏิบัติ กับ บ้านเอเอฟ นั่น ยังไงๆ ก็ไปด้วยกันมะได้ !

 

การกินนอน และใช้เวลากับเพื่อนต่างวัย ต่างพ่อแม่ ต่างสปีชี่เพ็ดดีกรี ร่วม ๑๐ วันเศษๆ นั่น น่าจด น่าจำ และแน่นอนว่า ทำให้นึกอยากแบ่งปันจนตัวสั่น อันเวทนาชนิดหยาบ(คาย)    

 

อย่ากระนั้นเลย ผมขอแนะนำให้คุณๆ รู้จักกับพี่จิ๊เสียก่อน พี่จิ๊ เป็นชายอายุประมาณ ๔๐ รูปร่างสันทัด สันทัดในที่นี้ คือ ใหญ่ก็ไม่ใช่ เล็กก็ไม่ใช่ มองข้างหน้าดูเล็ก แต่ตูดใหญ่ … มันคลุมเครือ ยังไงพิกล

 

และหน้าตาของพี่จิ๊นั้น ก็ยังคลุมเครืออีกด้วย หมายความว่า หล่อก็แน่นอนว่าไม่หล่อ ห่วยรึ ก็ไม่ขนาดนั้น มันกลางๆ กลวงๆ เสียจนน่าอ้วก อ้วกเพราะกระอักกระอ่วนกับพี่จิ๊จริงๆ โดยเฉพาะรอยยิ้มอมภูมิของพี่แก  

 

พี่จิ๊เป็นศิษย์เก่า ส่วนพวกเราเป็นศิษย์ใหม่ถอดด้าม ดังนั้นหลายครั้งหลายครา พี่จี๊ก็แอบปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอินสเปคเตอร์ คอยสอดส่องการปฏิบัติของพวกเรา แล้วพยักหน้าช้าๆ พร้อมกับมองมาด้วยสายตามัคทายก แปลได้ว่า ปฏิบัติพอใช้ได้ … พอ ใช้ ได้ หรือ อะไรทำนองนี้แหละ

 

พี่จิ๊แต่งตัวจี๊ดครับ กางเกงทะเลสีเดียวกับจีวรพระ ใส่คู่กับเสื้อยืดคอกลมสีเขียวตอง โชคดีอย่างมากที่มันไม่ใช่ สีขียวสะท้อนแสง เพราะนั่นจะเข้าข่ายผิดกฎระเบียบของสำนักปฏิบัติฯ แห่งนี้ และแน่นอนว่า เมื่อถึงเวลาโหวต เราทุกคนพร้อมจะโหวตให้พี่จิ๊ออกจากบ้านเอเอฟ อย่างไร้ความปราณี โน เมอร์ซี่ แมน!

 

สองอย่างสุดท้าย อันเป็นบุคลิกโดดเด่นของพี่จิ๊ ที่ผมอยากฝากไว้ในอ้อมใจของพ่อแม่พี่น้องก็คือ พี่จี๊นั้น ได้สมญาว่า เป็นจอมกระบี่ถ้วยเดียว

 

ในขณะที่ผู้ปฏิบัติคนอื่นๆ ต่างใช้ถาดหลุม ถ้วย ช้อนส้อม ที่ทางสถานปฏิบัติฯ มอบให้ในวันแรก แต่พี่จิ๊ พี่แกใช้ถ้วยหนึ่ง ช้อนหนึ่ง – That’s all ! 

 

ด้วยอุปกรณ์ประกอบฉากเพียง ๒ ชิ้น พี่จิ๊สามารถกินไล่ไปได้ตั้งแต่ ของคาว ทั้งข้าว มักกะโรนี เส้นหมี่ และของหวานแห้ง ของหวานเปียก รวมทั้งเครื่องดื่ม น้ำชา กาแฟ น้ำปานะ และยังใช้อุปกรณ์ดูโอ้นั่น ผสมน้ำร้อนกับโอวันติน ทำเป็นครีมโกโก้ข้นๆ เอาไปทากับขนมปังได้อีกต่างหาก !

 

เวลาพี่จิ๊จะกินอะไร แกก็ตักโน่นนิดนี่หน่อย เหยาะนั่นด้วย นี่ด้วย เสร็จก็คนๆ เข้าด้วยกัน ! จากอาหารฟิวชั่น กลายเป็น คอนฟิวชั่นฟู้ดสุดๆ ไปได้ในบัดดล

 

เมื่อได้พูดคุยกัน จึงถามพี่จิ๊ว่า คนทุกอย่างรวมกัน ไหงทำงั้นล่ะพี่?” แกตอบช้าๆ ว่า เหมือนกินข้าวในบาตรนั่นแหละ และในที่สุด มันก็เข้าไปรวมกันข้างในอยู่ดี บรรลุล่ะครับทั่น!

 

สุดท้ายแล้วครับ ความจริงแล้ว พี่จิ๊ไม่ได้ชื่อจิ๊แต่อย่างใด ส่วนชื่อจริง ด้วยจรรยาบรรณแล้ว เราไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ จิ๊ นั้น เป็นคำเรียกพี่เขา เพราะพี่แกเป็นต้นกำเนิดเสียงจิ๊อันลือลั่น เป็นเสียงคล้ายเวลาเรา จิ๊ปาก เมื่อไม่ได้อย่างใจ หรือ เสียงขณะกำลังอาศัยแรงดันในช่องปาก เพื่อกระแทกเศษปลากะพงนึ่งมะนาวออกมา

 

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า พี่จิ๊แกทำเสียง จิ๊ แหลมปรี๊ดลั่นสนั่นห้องปฏิบัติฯ ท่ามกลางลูกบ้านเอเอฟนับร้อย ที่กำลังรวบรวมสรรพวิชา ตามหาสมาธิจากลมหายใจของตน และเสียงจิ๊นั่น ก็ดังแทรกความสงบขึ้นมาทุกๆ ๒๐ นาที หรือ ชั่วโมงละ ๓ ครั้ง หรือ วันละ ๓๖ รวม ๑๐ วัน ก็ปาเข้าไป … ๓๖๐ !

 

ครับ – “เงียบขนาดได้ยินเสียงเข็มหล่น เป็นอย่างไรนั้น ผมได้สัมผัสจากการอบรมครั้งนี้ ดังขนาดเสียงเรออ่อยๆ จะค่อยๆ กลายเป็นเสียงสิบล้อวิ่งชนบ้าน

 

… หรือหากเป็นเสียงผายลม ก็เสียงตดนั่นแหละครับ เสียงตดในห้องปฏิบัติฯ นั่น ก็จะไม่ต่างอะไรไปจากเสียงระเบิดเหมือง ซึ่งคุณกำลังนั่ง kee! อยู่ในเหมืองบ้านั่นพอดี อีกต่างหาก

 

นี่แหละครับ เป็นสาเหตุขนาดย่อมๆ ของใครหลายคน ที่มุ่งมั่นตั้งใจค้นหาตนเอง และความจริงแท้ ผ่านธรรมปฏิบัติ เพราะอย่าว่าแต่เสียงระเบิด เสียงด่ากันบนเวที ในทีวี และหน้าสภา เลย จะอีแค่เสียงจิ๊ ๓๖๐ ครั้งนั่น ก็ทำเอาเราบันดาลโทสะได้ง่ายๆ

 

ถ้าอย่างนั้น ในตอนหน้า ผมจะแนะนำผู้แข่งขันหน้ามึน เอ้ย หน้าใหม่อีกสักคน (เอเอฟ ๑๔ – อาสนะแฟนตาซี่ ๑๔) อันมีนามกรว่า พี่แก่ก-๙๖๐  ใช่ครับ ๙๖๐ …

 

สวัสดีปีใหม่ 

 

ขุนอรรถ

 

 

tham01