ห้องปฏิบัติชา_รวม (๖)

[ ความเดิมจากตอนที่แล้ว ]  

 

ไม่เฉพาะสุขภาพจิตหรอกนะ … สุขภาพกายมากมายเกิดขึ้นเพราะ ปรุงแต่ง

 

แต่งให้หวาน มัน เค็ม แต่งกลิ่น ใส่ผงชูรสแต่งให้อร่อย แต่จนลืมไปว่า เมืองไทยของนี่โชคดีหนักหนา มีผักมีปลา สารพัดสมุนไพร

 

ปรุงจนไม่เห็นเป็นชิ้นปลา ปรุงไปแต่งมา รสปลา หายไปอีกต่างหาก เคยอ่านพบว่า เชฟกระทะทอง(แดง)จากฮ่องกงเดินทางมาไทย บ่นอุบบอกเสียดาย ทันทีที่เหลือบเห็นเครื่องปรุงข้างเตาไฟในครัวบ้านเรา

 

แม่บ้านสมัยใหม่ อยากเอาใจพ่อบ้าน คล้ายว่าทำให้กินหลายมื้อแล้ว พี่แก้วยังกลืนไม่ลง คำชมไม่ต้องถามหา หนักเข้าเอาอาหารสำเร็จรูปมาแทน

 

อาหารสำเร็จรูปมีสองแบบ แบบแรกเรียกอาหารถุง คือทำเยอะปรุงเยอะ แล้วแบ่งขาย แบบสองเอาอาหารไปผ่านกระบวนการ เขาเรียกถนอมอาหาร แต่เรียกอาหารอุตสาหกรรม

 

อย่างไหนดีกว่า … บอกยาก แต่ถือหลักง่ายๆ อยู่ใกล้ธรรมชาติเข้าไว้เป็นดี(กว่า) อย่างเช่น ผักปลอดสารพิษ หมายถึง ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่เขาใช้ปุ๋ยเคมีหรือเปล่าพี่น้อง แบบนี้ต้องดูให้ดี เพราะอาจตายฟรีเพราะกินผัก

 

คนโบราณสุขภาพดีมีอายุยืนเพราะอย่างนี้ เพราะวิถีชีวิตแนบอิงธรรมชาติ แต่ก็มิได้หมายว่า เฉพาะอยู่ใกล้ต้นไม้ใบหญ้าเท่านั้น หากแต่ ใจ  

 

คนโบราณมีมุมมองธรรมชาติเป็นใหญ่ มีเราเป็นผู้อาศัย ความคิดตะวันออกหรือวิถีไทยเป็นอย่างนั้น น้ำท่วมก็ยกพื้นบ้านให้สูง แดดร้อนก็ปลูกต้นไม้ ขุดบ่อเลี้ยงปลา จะเรียก พอเพียง ก็ได้ แต่คิดว่าไม่ใช่ เพราะวิถีฯ นี้ คือ ทำกิน เหลือเอาไปแลกเปลี่ยนกัน มันไม่ใช่ ทำขายไม่ใช่เรื่องเดียวกับทฤษฎีทางเศรษฐกิจ

 

อะไรที่ควรเร็วก็ต้องเร็ว อะไรที่ต้องอาศัยเวลา จะเรียกว่าช้า คงไม่ได้

 

มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับ ปรุงแต่งแต่ที่จะเล่าให้ฟังในคราวนี้ เป็นคราวของพี่โนว์ กับ พี่(สน)ธิ …

 

เย็นหนึ่ง หลังมื้ออาหารเบาๆ ก่อนปฏิบัติรอบค่ำ พี่(สน)ธิ ศิลปินหนุ่มผมยาวหนึ่งเดียวในบ้านฯ ศิษย์ผู้พี่อีกคนหนึ่ง กำลังเล่านิทาน ปรุงแต่ง ให้น้องๆ ฟัง   

 

(ฉบับย่อ) จิตรกรเขียนภาพหญิงสาวบนแคนวาส ทุกค่ำสายบ่ายเช้า เขาแอบสบตากับสาวเจ้าในภาพแล้วอมยิ้ม พลางคิดว่า เธอเท่านั้นที่ฉันต้องการ

 

ไม่เพียงแค่คิด เขายังตามหาสาวงามในภาพจากโลกแห่งความจริง ยิ่งนึกก็ยิ่งผูกพัน ยิ่งนานวันก็ยิ่งทุกข์ ใครเล่าจะงามเท่า กิ๊ปซี่’ – เขาตั้งชื่อให้เธอ !  

 

พวกเรานั่งฟังจนถึงตรงนี้ ขณะที่ปัญญาน้อยๆ กำลังจะบังเกิด … Tada! เหมือนเสือหมอบรอเหยื่อตายใจ พี่โนว์มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ พี่โนว์ โชว์พาวว์ ทันที    

 

อ๋อ … I know! ผมว่าผมเข้าใจนะ ทุกข์เพราะปรุงแต่งแล้วยึดมั่น สรุปอย่างนี้ เขาเรียกบรรลุธรรม หรือเปล่าครับพี่พี่โนว์ถามพี่ธิ     

 

พี่ธิว่า อาจจะใช่ก็ได้ แต่ขอให้พี่เล่านิทานให้โนว์ฟังอีกสักเรื่องดีกว่า นะโนว์   

 

(ฉบับยาว) เวลาประมาณเที่ยงคืน ณ เคาเตอร์โรงแรมกลางเมือง ชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อสูทสีเข้ม เดินเอียงๆ เข้ามาเช็กอินพร้อมกับกลิ่นเหล้าหึ่ง  

 

เปิดห้องหน่อยน้อง ดริ๊งแมน พูดเสียงอ้อแอ้

ได้ครับ พนักงานประจำเคาเตอร์จดอะไรยุกยิกก่อนส่งกุญแจห้อง 812 ให้ แล้วกวักมือเรียก ดอร์แมน มารับลูกค้าไปส่งห้อง

 

เชิญครับ” ‘ดอร์แมนพายมือเชิญดริ๊งแมน

 

ทันทีที่ประตูเปิด …

 

บ๊ะ! นี่มันอะไรกันวะน้อง ห้องแคบอย่างนี้ หมาที่บ้าน Koo ยังนอนไม่ได้เลย จะบ้าหรือเปล่าเนี่ย …” ‘ดริ๊งแมน โวยวายเสียง  

 

คุณผู้ชาย ใจเย็นๆ ครับ … ” ‘ดอร์แมนพยายามควบคุมสถานการณ์ ไม่ให้เสียงดังรบกวนแขกคนอื่นๆ   

 

เปลี่ยนห้องให้ Koo เดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นไปตามผู้จัดการมา ดริ๊งแมน สะบัดแขนจนเซถลา โชคดีที่ดอร์แมนคว้าไว้ทัน

 

คุณผู้ชายครับ … ผม … ดอร์แมนพูดยังไม่ทันได้ความอะไร ดริ๊งแมนก็สวนขึ้นมาแบบไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น มีตังค์นะโว้ย Koo มีตังค์ นี่ก็ขับรถมาเอง ไม่ได้มาเท๊กซี่  ดริ๊งแมนเอ็ดตะโลโวยวายอีกชุดใหญ่ ก่อนอ้วกออกมาเต็มพื้น !  

 

เวลาผ่านไป พูดอะไรก็ไม่ฟัง และในวินาทีนั้น เมื่อความอดทนของ ดอร์แมนก็หมดลง เขาคว้าปกเสื้อสูทไว้แน่น แล้วตะโกนใส่หูของ ดริ๊งค์แมน ว่า

 

เฮีย ! ใจเย็นๆ หน่อยสิวะ เออ ใจเย็นๆ หน่อยสิครับ … นี่มันลิฟท์ครับเฮีย … ลิฟท์

 

พี่ธิบอกพี่โนว์ ว่า โนว์อาจจะบรรลุธรรมอย่างที่ว่าแล้วก็ได้ ถ้าสิ่งที่โนว์เข้าใจ มันไม่ใช่ลิฟท์

 

พี่โนว์ กะพริบตาสามที แล้วเดินออกจากวงสนทนาไปนั่งสมาธิ

 

ขุนอรรถ

 

p2010775_resize1