“กีฬาสี”

 

ผ่านกีฬาสีมาหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งที่ผมยังจดจำได้ดีกว่าครั้งใด

กีฬาสีครั้งนั้น ผมกำลังเรียนชั้นประถม ๕ ผมอยู่สีฟ้า    

 

ก่อนวันกีฬาสีประมาณ ๑ เดือน โรงเรียนจัดกิจกรรมหลายอย่างในช่วงพักเที่ยง

กิจกรรมน่าตื่นเต้นในเวลานั้น คือ การลงชื่อคัดเลือกนักกีฬา กับ ซ้อมเชียร์

 

สีฟ้าน่ารัก คึกคักเวลาลงเล่น (พวกเราเปลี่ยนเนื้อร้องใหม่)

… สีฟ้าเล่นไม่เป็น เวลาลงเล่น คิกคัก คิกคัก

เสียงหัวเราะครืนใหญ่กลบเสียงกลองทอมและเสียงรัวฉาบ  

 

มือกลองเป็นรุ่นพี่ตัวดำๆ ล่ำๆ มือฉาบเป็นรุ่นพี่เหมือนกัน แต่ผอม

และขาวซีดเหมือนเด็กเผือก ยังกับผีกระดูก เพื่อนว่าอย่างนั้น

พวกเราสนุกกับการรีบกินข้าวเที่ยง รีบซ้อมเชียร์

 

ช่วงเวลานั้น พระอาทิตย์ทำงานเสร็จเร็วกว่าปกติ

 

เช้าวันกีฬาสี หลายคนมาถึงโรงเรียนก่อนเวลา   

พวกเราใส่เสื้อสีใครสีมัน ฟ้า เหลือง เขียว แดง  

ผมเลือกเสื้อตัวใหญ่กว่าขนาดตัว

เผื่อไซส์เอาไว้ใส่ได้นานๆ แม่บอกอย่างนั้น ผมเชื่อและทำตาม

 

รุ่นพี่เรียกรวมกลุ่มนักกีฬาเพื่อเตรียมความพร้อม วอร์มอัพ

ได้ยินเสียงกลองทอมจังหวะแกว่งไกว จากมือกลองไร้อันดับ  

พวกเรากำลังยืนฟังพวกรุ่นพี่ พูดปลุกใจให้นักกีฬาฮึกเหิม

… ฟังแล้วขำมากกว่าเร้าใจ

 

ตัวเล็กอย่างแกน่ะดีแล้ว วิ่งเปี้ยวนะ ไม่ได้วิ่งไปพัทยา 

 

ส่วนแก ตัวใหญ่ วิ่งช้า แต่ว่าหน้าดุ เอาไปวิ่งคนแรก

… ให้คนวิ่งสวนมากลัวจนขาสั่น 

 

ฯลฯ

 

วิ่งพลัด วิ่งเปี้ยว วิ่งกระสอบ กีฬาสารพัดผ่านไป

กีฬาไฮไลท์ของเราไม่ใช่ฟุตบอล ชักกะเย่อต่างห่าง

 

ชักน่ะผมรู้ แต่เย่อคืออะไรครับพี่ หนึ่งในนักกีฬาชักกะเย่อถามรุ่นพี่

ไทยมุงที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาพยักหน้าหงึกๆ ด้วยความสงสัย   

 

รุ่นพี่พี่ที่สุด หันมองเพื่อนๆ ของเขาก่อนตอบว่า

เย่อน่ะ มาจากเย่อหยิ่ง รู้จักไหม เวลาดึงเชือกเข้ามา ให้เงยหน้าเอาไว้

… ดูเหมือนเย่อหยิ่งเย่อหยิ่ง ช่วยเพิ่มแรงดึง ไทยมุงพยักหน้าหงึกๆ

แต่นักกีฬาลองเงยหน้า แล้วส่ายหัวงงๆ

 

แดดเปรี้ยง ร้อนแต่ลุ้น กรรมการก็เป่านกหวีดเรียกนักกีฬาชักกะเย่อลงสนาม

… จู่ๆ กฤตชัย ก็ปวดท้องรุนแรง ซุบซิบอะไรสักอย่างกับรุ่นพี่

แล้ววิ่งพรวดพราดหายไปทางห้องน้ำหลังตึก  

 

ขี้แตก มันบ่นให้ฟังแต่เช้าแล้ว เพื่อนที่นั่งข้างๆ ซุบซิบให้ฟัง

 

พวกเรามองตามรุ่นพี่คนหนึ่งเดินเข้ามาถึงหน้ากองเชียร์   

แกลงมาสิ เสียงกลองหรือเสียงหัวใจของผม อะไรหยุดก่อนกัน ไม่แน่ใจ  

 

ผมเหรอ

ไปแทนกฤตชัยหน่อย รุ่นพี่ตบไหล่แล้วดึงตัวไปกลางสนาม

 

ผมตัวเล็กนะครับพี่

ตัวเล็กอย่างแกดีแล้ว คู่ต่อสู้จะได้ประมาท

… แกไปอยู่หน้าสุด ให้ไกรวิทย์อยู่ท้าย ไกรวิทย์เป็นน้องมือกลอง

 

น้ำเสียงมุ่งมั่นของรุ่นพี่ ทำผมฮึกเหิมขึ้นเล็กน้อย

 

กรรมการกลางสนาม เหยียบปมเชือกที่มีผ้าผูกไว้ในตำแหน่งกึ่งกลาง

มองซ้ายขวาสำรวจความพร้อมของทั้งสองสี … ปรี๊ดดดด !

 

ผมล้มไปข้างหน้า !

 

มือยังกำเชือกอยู่ รู้สึกตัวเหมือนถูกลากตามเชือกไปสักพัก

… ปรี๊ดดดด ! วินาทีนั้น ผมรู้แล้วว่า นักมวยโดนชกจนกรรมการนับรู้สึกอย่างไร

 

พวกเราลุกขึ้น ปัดเนื้อตัวมอมแมมด้วยฝุ่นดินสีส้มอมแดง

พวกเราใจแป้ว บางคนหันมองหน้าเพื่อน บางคนมองรุ่นพี่

ผมมองไปทางกองเชียร์ …

 

รู้หรือเปล่า ว่าเราแพ้ ผมถามตัวเองเงียบๆ

พวกมันร้องเพลงดังลั่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ยังไม่แพ้ เราเล่นแบบสองในสาม เรายังมีโอกาส รุ่นพี่คนเดิม ตะโกนเรียกขวัญ 

 

… ยังมีโอกาสแพ้ หรือ โอกาสแก้ตัว กันแน่ 

เพื่อนต่างห้อง แต่ ป. และ สีเดียวกัน บ่นให้ได้ยิน

 

ภาพเก่าเหมือนเล่าใหม่ … กรรมการกลางสนาม

เหยียบปมเชือกที่มีผ้าผูกไว้ในตำแหน่งกึ่งกลาง

มองซ้ายขวาสำรวจความพร้อมของทั้งสองสี

 

ปรี๊ดดดด !

 

ผมล้มหงายท้อง !

มือยังกำเชือกอยู่ รู้สึกเหมือนถูกลากตามเชือกไปทางไกรวิทย์

… ปรี๊ดดดด ! ผมลุกขึ้นแล้วมองไปทางกองเชียร์

 

สีฟ้าน่ารัก คึกคักเวลาลงเล่น สีฟ้าเล่นไม่เป็น เวลาลงเล่น คิกคัก คิกคัก

เหมือนกองเชียร์ไม่ได้สนใจว่าใครแพ้ชนะ

 

จำไม่ได้จริงๆ ว่าในที่สุดแล้ว สีฟ้าแพ้หรือชนะด้วยคะแนนเท่าไหร่

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมอยากถามใครสักว่า …

 

พี่ๆ ทำไมไม่ให้ผมเป็นมือกลอง

 

โชคดีปีใหม่ครับ

 

ขุนอรรถ 


 

timming_pictures_121