ยังสบัดไหว ณ ปลายเปลวเทียน*

ข่าวว่า คนเป็นโรคเรื้อรังกลุ่มตับ ไต หัวใจ ปอด ต้องระวังหวัดหมูมากกว่าใคร เผอิญผมอยู่ในกลุ่มโรคปอด(แยก) จึงไม่ได้ผ่านไปซื้อตั๋วดูหนังโรงเดือนกว่าแล้ว

ครั้นจะดูหนังแผ่นอยู่กับบ้าน ก็ต้องรอช่วงปลอดคน โน ผมไม่ใช่คนขี้รำคาญหรอกครับ แต่กลัวคนข้างๆ จะรำคาญมากกว่า ดูแล้วต้องดูซ้ำทันที กรอไปข้างหน้า … STOP แล้ว REV กลับไปกลับมา เพื่อดูฉากหรือค้นหาคำหรือความหมายดีที่ชอบ … น่ารำคาญจะตาย

ผมได้แผ่น Milk มาก่อน 24 Redemption หลายสัปดาห์ แต่จนแล้วก็ยังหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้จนเมื่อวาน ด้วยอาการอาหารเป็นพิษแต่เช้า ผมเลือก 24 Redemption มาระเบิดอารมณ์เสียหน่อย – ได้ผลครับ

หนังเรื่องแรกทำผมอารมณ์ระเบิดกระเจิดกระเจิงไปเลย วิจารณ์ให้ฟังสั้นๆ ว่า “น่าเบื่อครับ” … เบื่อมุข Child soldier ในแอฟริกา แล้วยังเบื่อมุขด่าตัวเอง อย่างการขายอาวุธหนักของบริษัทในสหรัฐอย่างลับๆ ล่อๆ โดยมีรัฐบาลกลางทำไม่รู้ไม่ชี้

มุขเดิมไม่พอ กลเล่าเรื่องก็ยกเอาแบบที่ใช้ในซีรี่ย์มาทั้งแท่ง ทำเหมือนไม่รู้ว่า ซีรี่ย์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ เพราะนำสถานการณ์ฉุกเฉินมาใช้ อย่างฉลาดและ “บีบหัวใจ” เมื่อมีสถานการณ์นอกแผน ทั้งหมดใช้กลเล่าเรื่องไล่ไปเป็นรายชั่วโมง (24 Hours)

ครั้นจะเอาสถานการณ์หลากหลายมาใส่ไว้ในในเวลาสองชั่วโมงเศษก็ไม่ได้ หนังจึง “ดูอ่อนวัย” ทั้งประเด็นและการนำเสนอ พล็อตแบบเดียวกันนี้ หยิบ Blood diamond มาดูซ้ำ จะยังคุ้มค่าคุ้มเวลากว่า – ผมว่านะ

เมื่อแผ่นแรกไม่ระเบิดอารมณ์ตามตั้งใจ ผมหยิบแผ่น Milk ใส่เครื่องเล่นด้วยความเซ็ง … โอ้ว แค่ไตเติ้ลก็พอจะรู้ว่า วันแม่ไม่ได้มีหนเดียวอย่างพระท่านว่า

Milk เป็นเรื่องเล่าการต่อสู้สิทธิเกย์ (Gay rights) ของ ฮาร์วี่ มิลค์ (Harvey Milk) … เขาย้ายมาอยู่ในย่าน Castro, San Francisco แล้วเริ่มต้นกิจการร้านกล้องและฟิล์มเล็กๆ พร้อมกับการประกาศอิสรภาพอย่างเต็มตัว แถมชักชวนชาวสีรุ้ง “เลิกแอบ” อีกต่างหาก

แม้ที่นั่นคืออเมริกา รัฐที่ประกาศว่า “อิสรภาพคือพระเจ้า” แต่เพราะหนังพูดกันอยู่ในยุค ’70 จะมีใครสักกี่คนเห็นดีเห็นงามกับการมีเพศที่สาม อย่าว่าแต่เพศที่สี่เหมือนเวลานี้ การมาของ Milk จึงมีทั้งคนรัก และ คนกลัว เกิดการต่อต้านและใช้ความรุนแรง ไม่ต่างอะไรกับการทารุณทาสผิวสี หรือ กรณี “เผามัน” ที่เคยเกิดขึ้นกับแม่มดในสมัยหนึ่ง

โบราณสอนว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” เป็นชนกลุ่มน้อยผู้รักป่า(เดียวกัน) ถูกกีดกันก็ไม่ว่า แต่นี่รัฐกดดันและปล่อยให้ตำรวจทำร้ายกันง่ายๆ … Milk อาสาเป็นตัวแทนเพื่อนๆ สีรุ้งของเขา สมัครเข้าไปนั่งในสภา(ท้องถิ่น)

หลังรณรงค์และต่อสู้มาหลายสมัย ในที่สุดก็ได้นั่งใน City hall (ศาลากลาง) สมใจ ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งมากมาย และเรื่องวุ่นวายส่วนตั๊วส่วนตัว

แล้ววันนั้น ก็มาถึง วันที่ฝ่ายตรงข้ามหมดความอดทน และ หมดสิ้นความคิด ปลิดชีวิตเขาด้วยนิ้วเหนี่ยวไกปืนเข้าใส่หลายนัด บนศาลากลาง !!

เล่าให้ฟังอย่างนี้ อย่าเรียกว่า “ทำให้เสีย” (Spoiled) – หาไม่ Milk เป็นเรื่องจริง เจ็บจริง ตายจริงๆ ไม่ต้องใช้ Sling เหมือนจีจ้าจาพนม คนเขารู้กันทั่ว เพราะในสายตาของผม เสน่ห์น่าดูของหนังเรื่องนี้มี 2 อย่าง(อย่างน้อย) นั่นคือการแสดงของ ณอน เพนย์ กับ บรรยากาศแสงเทียน !

รางวัลออสการ์ สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม ปี 2008 คงรับประกันได้ แม้ผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงชัย (Nominees) ก็มากด้วยฝีมือ ถ้าใครดู คุณ Button และคุณ Nixon มาแล้ว คงเห็นแล้วชัดว่า ทั้งหมด Above the cloud เอ้ย above the line ทั้งนั้น

ผมรู้สึกเอาเองว่า แค่ลำพังนั่งดู “สายตา” ของผู้ถูกเสนอชื่อทั้ง 3 ก็ทำคนเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัย อย่างที่เคยบอกไว้ อย่างที่ผมเข้าใจ คือถ้า “สายตา” ไม่ได้ ไม่ใช่นักแสดงดราม่าอาชีพ แต่ ณอน เพยน์ แสดงออกทั้งสายตาและActing เกย์ เฉิด-เฉิด ไม่ร้าย เล่นเนียนขนาดไหน ลองมองข้ามซีนอีโรติกต่างๆ ออกไป – เมื่อคุณได้แผ่นมาดูเมื่อไหร่ เชื่อว่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก

เรื่องสุดท้าย อันเป็นเสน่ห์ของ Milk ผมขอเรียกว่าเป็น หนังแนว Inspiration Drama ดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจ ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จในชาตินี้ ผมเชื่อของผม(และคอยเตือนตัวเองตลอดมา) ว่าคนส่วนใหญ่ล้มเลิกเสียก่อนล้มเหลว ด้วยกังวลว่า แสงเทียนเล็กๆ ในมือ จะถูกเป่าดับไปเสียก่อน

– ถ้าคิดจะกลัว ก็จงเริ่มกลัว “ความวิตกกังวล” ของคุณก่อนเรื่องใด เพราะนั่นคืออุปสรรคก้อนใหญ่กว่าเรื่องอื่น

เมื่อจุดเทียนเล่มแรกในมือได้แล้ว ให้เริ่มต่อเทียนเล่มสองทันที จากนั้น เล่มที่สาม สี่ … อาจกำลังสว่างวาบ แม้ในขณะที่คุณหลับใหล เมื่อตื่นขึ้นมาเทียนนับร้อยพันต่างต่อแสงให้กันและกันได้เอง ใครจะรู้ ?

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ “แสงศตวรรษ” เคยบอกไว้ทำนองว่า “เมืองไทย ยังขาดคนรักงาน ถึงขั้นยอมทำงานนั้นจนตายคาโต๊ะ” – Milk พอจะทำให้คุณเข้าใจได้แน่ๆ

ขุนอรรถ

ปล. ชื่อไทย “ฮาร์วี่ มิลค์ ผู้ชายฉาวโลก” อ่านแล้วปวดน่องมาก ขอเถอะ พยายาอีกนิด นะ นะ

Link :

24 … กับ วิธีดู ซีรี่ย์ฝรั่ง อย่างไม่เครียด !

https://culturegap.wordpress.com/2008/05/20/24/

นายไปดู (The Curious Case of) เบนจะมิน บัตตั้น มารึยัง?

https://culturegap.wordpress.com/2009/02/28/benjamin-button/

อยู่ก็ทำลาย ไปก็ทำเลอะ (Nixon/Frost)

https://culturegap.wordpress.com/2009/06/09/nixon-frost/

Oscar 2009: เปิดตัวขวัญใจนักวิจารณ์

milk_resize

milk_2_resize