Duplicity* – ค้างคาว / สองหัว / ผัวเมีย

(1) นก กับ หนู ทะเลาะกัน มีค้างคาวเป็นกรรมการตัดสิน
ยามนกเสียท่า ค้างคาวว่า “ข้าพวกเดียวกับหนู ดูได้ที่หู เป็นคู่เหมือนกัน”
ยามหนูเสียท่า ค้างคาวว่า “ลึกๆ ข้าเชียร์นก เราต่างมีปีกปกสองข้างไม่ต่างกัน”

นิทาน นกมีหูหนูมีปีก เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ค้างคาวสองหัว” – ไม่มีใครคบ !

ผมดูเรื่อง Duplicity หลายวันแล้ว แต่ไม่คิดเขียนถึง
เผอิญ พรพิมล ลิ่มเจริญ เขียนในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุด
ว่าเป็นหนัง Corporate spy เป็นพวกฝักใฝ่สองฝ่าย แนวนกสองหัว – ผมว่าไม่ใช่
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตามความหมายในนิทานข้างต้น

(2) สายลับธุรกิจ ท่าจะมีจริง แต่คงยากจะหาสังกัดอยู่อาศัยเป็นที่ทาง(การ)
เลยต้องทำกันแบบลับๆ ล่อๆ ใต้ตึก หรือตามร้านกาแฟ พอไหว
หากคิดอะไรไม่ได้ จะเรียกกันใหม่ ในชื่อ “Risk Management Unit!” – OK?

ดูหนังเรื่อง Duplicity แล้วคิดถึงการแข่งขันของมือถือสองค่ายใหญ่
– หลายปีก่อน

DTAC AIS ฟาดฟันราคา และ Promotion กันจนตลาดเดือดเลือดนอง
ไม่ว่าจัด Package อะไร จะถูกอีกฝ่ายตัดหน้า ตั้งอะไรๆ ดีกว่าเสมอ

ฝ่ายหนึ่งให้คุยยาว อีกฝ่ายให้คุยยาวกว่า
ฝ่ายหนึ่งให้คุยถี่ … อีกฝ่ายแซงโค้งออก Package “คุยถี่กว่า”

จำได้ไหม โปรโมชั่น “โทร.ได้ไม่อั้น” บบรยากาศคล้ายเปิดทางด่วนให้ใช้ฟรี
มีรถวิ่งรี่ขึ้นไปใช้ ติดกันบรรลัยบนทางด่วน ถึงขนาด คมช. เอ้ย กทช. เอ้ย คมด.
… คมด*. ต้องเรียกทั้งสองฝ่ายมาคุย (คมด. = คนมันดื้อ) – บ้าไปแล้ว !

ไม่แปลก ที่ต้องสู้กันขนาดนั้น
เพราะดูเหมือนราคาถูกกว่ากันแค่ห้าบาท หรือให้โทร.ฟรีนานกว่าแค่ห้านาที
แต่มันมีความหมาย เป็นนัยสำคัญโดยเฉพาะกับตลาด“เติมเงิน”

ต้องดึงลูกค้าเดิมเอาไว้ให้ได้ แล้วใส่ package ไล่ลูกค้าออกจากคู่แข่ง
Prepaid เข้าๆ ออกๆ เปลี่ยนค่าย เปลี่ยนเบอร์ฯ ทำได้ภายในหนึ่งนาที

ไม่ต้องสนใจพวกเขาก็ไม่ได้
ก็ตลาด Prepaid มันหญ่ายยย … ตั้ง 50 ล้านเลขหมาย !
แถมมีเบอร์ใหม่ๆ ขายออกไป 5-6 ล้านหมายเลข ในปีที่ผ่านมา !

โปรโมชั่นขณะเขียนอยู่นี่ เล่นกันที่นาทีไม่ถึงบาท (99 สตางค์)
แต่มูลค่าตลาดเป็นเท่าไหร่ ลองเคาะเครื่องคิดเลขดู

(3) ใน Duplicity พูดถึง “การออกสินค้าใหม่” ที่ไม่ใช่ของใหม่อะไร
กะอีแค่บริษัทหนึ่งสนใจแชมพูสระผมป้องกันผมร่วง สูตร “รับรอง ไม่ร่วงแน่ๆ”
… แต่ว่า มันกำลังจะเป็น “ของใหม่” ของอีกบริษัทหนึ่ง !

ตลาดแชมพูมีมูลค่ามหาศาล ในไทยเกือบหมื่นล้าน
ถ้าเป็นตลาดคนหัวล้านในอเมริกา อาจมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำ

สินค้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ สูตรลับต่างๆ
รวมถึงการแถลงข่าว ต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับ จนนาทีสุดท้าย
ลองหยิบหนัง Duplicity มานั่งดู คุณจะได้อารมณ์ที่ว่านี้

จุดเด่นของ Duplicity มีอีกอย่างสองอย่าง ขอแนะนำ
กลการเล่าเรื่องย้อนกลับด้วยภาพสมัยใหม่ (Modern Flashback)
บทหนังเริ่มเดินจากท่อน 4 ต่อด้วย 3 – 2 – 1 แล้วหักมุมด้วยท่อน 5

สรุปรวมกลการเล่าเรื่อง ส่วนตัวคิดว่า “พอดูได้”
ถ้าไม่นับ 15 นาที ที่อาจนั่งมึนงงสงสัย ในช่วงแรกของท่อน 5

(4) สุดท้าย … พระเอก นางเอก แสดงเป็น คู่รัก Spy – สายลับ
แต่เพราะสินค้าของพวกเขา คือ การขายความลับ (แบบมีจรรยาบรรณ)
จึงบอกใครไม่ได้ทั้งนั้น … คนรัก คนนอนเตียงเดียวกัน ก็ไม่อยู่ในข้อยกเว้น

ตรงนี้เอง ที่บทหนังก็เขียนไป นักแสดงก็ต้อง “แสดงซ้อนแสดง” ให้ได้
ผมว่าตรงนี้แหละ น่าดู (ไปดูการใช้ใบหน้าและสายตา ของ จูเลีย ให้ได้)

ลำพังต้องเก็บงำความลับไปขายลูกค้า ยังไม่สาหัสพอ
ทั้งคู่ยัง(ทะลึ่ง)ร่วมมือกันฉกความลับ “บริษัทของเธอ” ไปขายให้ “บริษัทของเขา”

พรพิมล เล่าว่า “… แต่สำหรับพระเอกนางเอกของเรา พอเจอกันบ่อยๆ เข้า
สองคนก็เกิดพุทธิปัญญา มาร่วมมือกันขมายของที่ขโมยมากันดีกว่า…”

แย้งนิดเดียวว่า แบบนี้ไม่เรียก “พุทธิปัญญา” น่าจะเรียกว่า “กิเลส -endlessly”

Duplicity* – ค้างคาว / สองหัว / ผัวเมีย

ขุนอรรถ

duplicity3