ศัตรู*

(เรื่องยาว ไม่ควรอ่านสั้น อ้อ … ถอดเสื้อแล้วมานั่งคุยกัน อากาศข้างนอกมันร้อน)

ท่าน ว. ขอรับ

ก่อนอื่นใด กระผมขอกราบมนัสการท่านด้วยใจธรรมดาๆ กล่าวคือ กราบท่านด้วยใจที่มีรักบ้าง โลภบ้าง มีโกรธ(พระ)และหลง(แสงสีเหลืองๆ แดงๆ)บ้าง ดังนั้น หากบทสนทนานี้จะแอบน้อยใจ แกม เข้าอกเข้าใจท่าน ก็หวังเพียงว่าท่านคงยกโทษให้ ขอเท่านั้นขอรับกระผม

ท่าน ว. เคยดูละครเรื่องตี๋ใหญ่ไหมขอรับ กระผมเพิ่งดูหนังเรื่อง “ศัตรูของรัฐ” (Public Enemies) จบไปเป็นรอบครึ่ง รอบแรกดูผ่านๆ ครับ-ไม่ประทับใจนัก ผะเอิ้น! คำพูดสุดท้ายของ ตี๋ใหญ่แห่งชิคาโก นาม จอห์น ดิลิงเจอะ (John Dillinger) แท้เทียว ผมจึงต้องกลับไปเริ่มต้นดูใหม่อย่างตั้งใจในรอบนี้

จอห์น ดิลิงเจอะ มีความเป็นมาอย่างไร เรียนอะไร พ่อแม่สั่งสอนหรือไม่ ในหนังไม่ได้ว่าไว้ครับท่าน (ผมว่า) เพราะผู้กำกับให้น้ำหนักตรงนี้อ่อนไป เขาจึงเป็นได้แค่ตี๋ใหญ่ หาใช่ฮีโร่อย่างที่ผู้กำกับคาดให้เป็น

“ผมปล้นเงินธนาคารไม่ได้มาเอาเงินคุณ” จอห์น ปล่อยมุขขณะปล้น

ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร, ในปี 1933 ยุคเศรษฐกิจล้มคว่ำ จอห์น ดิลิงเจอะ ตั้งหน้าตาปล้นธนาคารเป็นสนานท์ จนรัฐบาลมอบตำแหน่ง “ศัตรูของรัฐ” อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ว่ากันว่า เพราะเขานี่เอง “เรา(สหรัฐฯ)จึงมี FBI” – ส่วนเรา(ไทย)จึงมี DSI ด้วยประการฉะนี้

ตลกเสียจริง จู่ๆ จอห์น ดิลิงเจอะ ก็โดนปล้นหัวใจ โดยสาวตาเศร้าอดีตนักเต้น บิลลี่ เฟรนเช่ (Billie Frechette) ช่างง่ายอะไรอย่างนั้น (ตรงนี้ก็อ่อนอีกเช่นกัน) สาวเจ้าก็ช่างใจดี เปิดประตูรักกันด้วยคำถาม “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ”

“I was raised on a farm in Moooresville, Indiana. My mama ran out on us when I was three, my daddy beat the hell out of me cause he didn’t know no better way to raise me. I like baseball, movies, good clothes, fast cars, whiskey, and you … what else you need to know?” จอห์น ดิลิงเจอะ แนะนำตัวเรียบง่าย จนได้ใจหญิง!?

… แบบนี้อธิบายด้วยคำว่า “กรรมเก่า” ได้ไหมครับท่าน?

ระหว่างการไล่ล่าและติดตามได้แค่เงาของจอมโจรปล้นแบงค์, FBI จับ“เด็ก”ของเขาอย่างง่ายดาย (อ่อนอีกแล้วใช่ไหม?) บนถนนยามค่ำคืน ฉากตี๋ใหญ่ไปช่วยคนรักไม่ทัน ถึงกับหลั่งน้ำตา หนังทำให้แลดูเหมือนว่า เขารู้ตัวจะหายใจได้อีกไม่นาน … “จะดีกว่าหากจะจากโลกนี้ไปอย่างแมนๆ” เขาคิด

โป้ง!

“Bye-bye, black bird” (ลาก่อนแม่นกกระจิบของพี่!?!) นั่นเป็นคำพูดพร้อมลมหายใจสุดท้ายของ จอห์น ดิลิงเจอะ หลังโดน FBI เป่าทิ้งหน้าโรงหนัง โทษฐานเป็นศัตรูของรัฐ!

หรือเขาตั้งใจฝากคำ(สุดท้าย)ไว้ เสียดีกว่าจากไปอย่างไร้ชื่อ … และเสียง – ซาบ แต่ไม่ซึ้ง ผมสรุปของผมอย่างนั้น

ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมขอแบ่งปันบทความ “อันตรายที่ไม่ได้มาจากศัตรู” เขียนโดย ท่านไพศาล วิสาโล (มติชน ฉบับเดือน พฤษภาคม 2552)

ท่านไพศาลกล่าวโยงไปถึงโรคไข้หวัด H1N1 กับการรักษา “ปอดของผู้ตายถูกทำลายก็เพราะการโจมตีของเม็ดเลือดขาวนานาชนิดที่ตื่นตกใจ เมื่อรู้ว่ามีไวรัสแปลกปลอมเข้ามา โปรตีนที่เกิดจากเม็ดเลือดขาวเหล่านี้รวมทั้งเอ็นไซม์นานาชนิดถูกระดมเพื่อ จัดการกับไวรัส

… แต่สิ่งที่ตามมาคือเส้นเลือดฝอยรวมทั้งเซลล์ในปอดถูกทำลายขนานใหญ่ ผลก็คือเลือดและของเหลวนานาชนิดท่วมปอด จนหายใจไม่ได้ นอกจากนั้นยังเกิดการอักเสบในปอดอย่างรุนแรง ราวกับว่าปอดถูกเผาข้างใน

… ทั้งหมดนี้เพื่อจุดหมายประการเดียวเท่านั้นคือทำลายไวรัสแปลกปลอมไม่ให้ เหลือ แต่การทำงานอย่างบ้าระห่ำและดุเดือดของภูมิคุ้มกัน ก็พลอยทำให้เจ้าของร่างตายตามไวรัสไปด้วย”

“จริง ๆ แล้วผู้คนไม่ได้ตายเพราะเชื้อไวรัสตัวนี้ แต่ตายเพราะภูมิคุ้มกันของตัวเอง” ท่านไพศาลสรุป

ท่านไพศาลยังเปรียบไว้เหมือนจับโจรผู้ร้ายด้วยการโยนระเบิดถล่มหมู่บ้าน! “ปัญหาหรือศัตรูนั้น บ่อยครั้งกลับน่ากลัวหรืออันตรายน้อยกว่าวิธีที่ใช้จัดการกับปัญหาหรือศัตรู เสียอีก เมื่อใดที่ขาดสติ ตื่นตระหนก หรือใช้ความรุนแรงเกินขอบเขตแล้ว
การแก้ไขปัญหาหรือกำจัดศัตรูก็อาจสร้างปัญหาใหม่ ๆ ที่ร้ายแรงหรืออันตรายยิ่งกว่าศัตรูตัวนั้น”

“ … ในทางสังคมหรือการเมืองก็เช่นเดียวกัน การจัดการกับผู้ที่เป็น “ภัยสังคม” หรือ “ศัตรูของชาติ” บ่อยครั้งลงเอยด้วยการที่ทำให้สังคมหรือชาตินั้นมีอาการเพียบหนักกว่าเดิม เพราะวิธีการที่ใช้กำจัดภัยสังคมหรือศัตรูของชาตินั้น กลับมาทำร้ายสังคมหรือชาติของตนเสียเอง …”

ตรงนี้สำคัญ *** (ดอกจันสามดอก) “ … ความยึดติดถือมั่นในความเห็นของตนว่าถูกต้อง หรือสำคัญมั่นหมายว่าฉันอยู่เหนือกว่าไม่ว่าในทางศีลธรรม อำนาจ หรือความรู้ ฯลฯ คือสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่า ทิฏฐิและมานะ ซึ่งมีความยึดติดถือมั่นในอัตตาเป็นรากเหง้า และดังนั้นจึงสามารถชักนำเราให้ทำสิ่งที่เลวร้ายในนามของเหตุผลอันสวยหรูได้ เสมอ … “

“ … วันนี้คนไทยทั้งประเทศกำลังเครียดและเต็มไปด้วยความโกรธเกลียด เพราะเห็นคนชั่วร้ายหรือศัตรูของชาติเต็มไปหมด คนเหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่ใส่เสื้อคนละสีกับเรา ซึ่งอาจอยู่ในบ้าน ที่ทำงาน หรือตรอกเดียวกันด้วยซ้ำ ในเมื่อสำคัญมั่นหมายอย่างแน่นอนแล้วว่า “พวกเราถูก” “พวกมันผิด” ทุกคนก็พร้อมจะห้ำหั่นชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

ท่านไพศาล แอบวงเล็บว่า “ … (แต่ไม่ลืมที่จะบอกว่าฉันเอา “ธรรมนำหน้า”) แต่เราลืมไปแล้วหรือว่า ศัตรูนั้นไม่น่ากลัวหรืออันตรายเท่ากับวิธีการที่เราใช้จัดการกับศัตรู หากใช้วิธีการที่โหด**มดุร้าย อย่างไร้สติหรือความอดกลั้น ผลร้ายก็อาจสะท้อนกลับมาทำร้ายเราเองตลอดจนสถาบันและประเทศชาติที่เรารัก”

“ … เราทุกคนล้วนมีความปรารถนาดีต่อชาติ พร้อมจะต่อสู้กับศัตรูที่หมายจ้องทำลายสถาบันและประเทศชาติของเรา แต่เราแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะไม่ทำตัวอย่างภูมิคุ้มกันที่พยายามกำจัดไข้ หวัดใหญ่อย่างตื่นตระหนกและบ้าระห่ำ จนทำให้เจ้าของร่างถึงแก่ความตาย … ”

ท่านไพศาลยกตัวอย่างกรณีพฤษภาฯ “ … เห็นปัญหาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสติในการจัดการกับปัญหาด้วย และหากจะจัดการกับศัตรู เราแน่ใจได้อย่างไรว่า ศัตรูที่แท้จริงนั้นได้ซุกซ่อนอยู่ในใจของเรานั่นเอง อันได้แก่ทิฏฐิมานะและความยึดติดในตัวตนจนหลงมั่นใจว่า “**ถูก” “มันผิด” … “

“ … ที่สำคัญก็คือ หากมั่นใจว่า “มัน”คือยักษ์มาร เรามีหลักประกันเพียงใดว่าขณะที่กำลังห้ำหั่นกับยักษ์มาร เราจะไม่กลายเป็นยักษ์มารเสียเอง รวมทั้งไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหายยับเยินด้วยน้ำมือของเราเองด้วย เมื่อใดก็ตามที่เห็นคนอื่นเป็นตัวปัญหา อย่างแรกที่พึงทำก็คือ ระมัดระวังมิให้เรากลายเป็นตัวปัญหาไปกับเขาด้วย”

แลกเปลี่ยนกับท่านมาเสียยืดยาว จะถามท่านคำเดียวเท่านั้น “ท่านว่า จอห์น ดิลิงเจอะ ใส่เสื้อสีอะไร?”

กราบนมัสการ

ขุนอรรถ