แรงสั่นสะเทือนจากการอ่าน*

คุณวินทร์ …

ฟัง ”เสียงบ่นของคนทำหนังสือฯ” แล้ว ผมได้แต่ถอนใจ พลางบอกกับตัวเองเบาๆ ว่า นักเขียนเมืองไทยนี่ หากคิดจะหาเลี้ยงชีพตนและบริวารแล้วไซร้ ลำพังมีความอุตสาหะอย่างเดียวคงไม่ได้ … ต้องมีกรรมด้วย

แถมดูท่าจะเป็น “กรรมหนัก” เอาการทีเดียวเชียวนะคุณวินทร์ ผมนั่งสแกนกรรมที่ว่าอยู่พักใหญ่ ปักใจเชื่อว่าตัดกรรมกันอย่างไรคงต้องให้เวลาหลายชาติ เพราะผู้มีอำนาจในประเทศกำลังพัฒนารูปร่างคล้ายขวานแห่งนี้ มุ่งหน้าสร้างคะแนนเสียงกันจนหัวเป็นเกลียวตัวเป็นขน หามีท่านใดสนใจ “สร้างคน” – สร้างชาติ

ผมเห็นด้วยกับคุณวินทร์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูผีที่ว่า ระหว่างการสงวนพันธุ์หนังสือกระดาษกับขยายพันธุ์คนอ่าน เราสนใจหาทางเพิ่มอัตราเร่งเรื่องหลังกันได้ คงทันใจกว่า เทคโนโลยีผลิต “สิ่งเสมือน” ล้ำหน้าไปไกลขนาดที่ทำให้เรามี “อวัยวะเสมือน” ได้ … “กระดาษเสมือน” (Paper-like) คงไม่ต้องใช้เวลานานนัก

อาการป่วยทางปัญญาของประเทศเราตอนนี้ ทำให้ผมยอมเก็บอุดมการณ์ “อ่านเฉพาะหนังสือดี” ใส่ลิ้นชักไว้ก่อน กว่าจะตีความนิยามหนังสือดีอีกกี่ปีจะได้เริ่ม จึงยินดีมากหากจะเพิ่มปริมาณคนอ่านให้มากเข้าไว้ก่อนเป็นปฐม ใช่, ผมเน้นปริมาณแต่อยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า “ปริมาณไม่มา คุณภาพไม่มี”

และหากคุณวินทร์แอบตั้งคำถามในใจว่า เมื่อคุณภาพมาแล้ว บรรดาหนังสือมีทู-**เอาด้วย จะยังลอยหน้าตาหน้าปกอยู่ตามแผงหรือไม่ คำตอบคือยังอยู่และจะมากขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก และนี่ก็เป็นความเชื่อของผมอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน เมื่อเราขยายฐานล่างได้ “ทฤษฎีรามิด” ก็จะทำงานของมันอย่างเป็นธรรมชาติ คนอ่านวรรณกรรม และคนอ่าน “หนังสือดี” ที่คุณวินทร์บอกมา (เชื่อว่า)จะทยอยปรากฏหน้าตาให้เราได้เห็น

คุณวินทร์ว่า “เราต้องสร้างนักอ่านให้รู้จักความหลากหลายตั้งแต่เด็ก” ไม่แน่ใจว่า มิติความหลากหลายของคุณวินทร์เป็นเช่นไร แต่สำหรับผมแล้ว ความหลากหลายน่าจะรวมถึงการอ่านหนังสือมีทู-**เอาด้วย และหนังสือที่ส่งเสริมให้เชื่ออย่างผิดๆ เข้าไปอย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องของเรื่อง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องอะไรดี หากไม่เคยผ่านเรื่องเลวร้ายมาก่อน คนอ่านนั่นแหละคือผู้พิพากษาชั้นดี หรือคุณวินทร์ว่าอย่างไร?

ผมเชื่อ(อีกแล้ว)ว่า จริงอยู่ สาเหตุการสูญพันธุ์ของคนอ่าน อาจมีส่วนจากปริมาณของสื่อทดแทนหนังสือ ปริมาณหนังสือในห้องสมุด หรือแม้กระทั่ง ปริมาณห้องสมุดในประเทศ แต่สาเหตุสำคัญกลับเป็นเรื่องปริมาณ “เวลา” ของคนในปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ

เพื่อนสาวว่าที่คุณแม่ลูกแฝดสองคนหนึ่ง เหน็บแนมพยาบาลหน้าห้องตรวจ หลังโดนเร่งให้เลิกเม้าเสียที เพราะมีคนไข้อื่นนั่งรอเป็นแถว ทำนองว่า “เด็กสมัยนี้เกิดมาพร้อมนาฬิกาเสียบก้น” ผมได้แต่หัวร่อเบาๆ เกรงใจและหวังว่าพวกเขาคงจำเพื่อนเราคนนี้ไม่ได้ หากเข้ามารับการตรวจครรภ์อีกครั้ง

ฐานะคนอาบน้ำ(-อุ่นให้ลูก)มาก่อน ผมแอบยิ้มโดยไม่ได้บอกเพื่อนว่า หลังประเทศไทยได้ใบรับรองจากอเมริกา มอบตำแหน่ง “กำลังพัฒนา” นำหน้าชื่อ ตั้งแต่นั้นมา ชีวิตเราถูกผลักให้วิ่งไปข้างหน้าเปรียบไปคล้ายหมาวิ่งหลงขึ้นไปบนทางด่วน จะหวนกลับอย่างไร จะถึงทางลงเมื่อไหร่ … ทั้งหมดเป็นเรื่องของคน หมาไม่รู้!

ผู้ใหญ่ที่สั่งสอนเราว่า “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” อาจไม่อยู่รับรู้แล้วก็ได้ว่า พวกเรานำคำนี้มาใช้กันอย่างผิดๆ ทุกวันนี้เรารีบตื่น รีบอาบน้ำ รีบเดินทาง รีบกินข้าว รีบเรียน รีบทำงาน รีบกลับบ้าน รีบพูดกับลูก รีบคิดงานวันพรุ่งนี้ รีบทำงานบ้านให้เสร็จเก็บบ้านให้เร็ว รีบนอน … รีบประสบความสำเร็จ

ผมโชคดีเกิดทันเห็นโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดย่านพระโขนง ปัจจุบันกลายเป็นโรงเรียนสอนภาษาและคอมพิวเตอร์กันหมดแล้ว ครับ, เรามีเทคโนโลยีสารพัดช่วยประหยัดเวลา … แล้วไง? เราได้เวลาคืนมาวันละกี่มากน้อย

ตรงนี้เอง ผมเห็นว่าหากผู้บริหารประเทศระดมปัญญาจัดหา “เวลาอ่านหนังสือ” มอบให้ประชาชนทุกระดับ คล้ายว่าออกกฏกติกาให้โรงเรียนมีชั่วโมงอ่านหนังสือทุกวัน ให้แค่สองเกรด คือ อ่านได้เกรด 4 ไม่อ่านได้เกรดศูนย์ ส่วนคนทำงาน(รวมถึงครู)ให้มีชั่วโมงอ่านหนังสือทำนองเดียวกัน ทำอย่างนี้เฉพาะวันจันทร์พุธศุกร์

ผอ.โรงเรียนหรือเอ็มดีบริษัทไหนไม่ปฏิบัติตาม ให้ตัดขั้นลดซี ปรับอัตราภาษีเสียใหม่ หรืออะไรทำนองนี้กำหนดเป็นกรณีๆ ไป

สื่ออะไร? … แม้ยังไม่มีผลึกความคิดที่ชัดเจนในเวลานี้ แต่ผมมีแนวคิดทำนองว่า หากเป็นอ่านหนังสือกระดาษได้จะดีที่สุด แต่อย่างไรเสีย ควรเปิดโอกาสให้อ่านผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์ด้วย หากเป็นหนังสือสั่งกระทรวงฯ ทำงบประมาณให้โรงเรียนเบิกจ่าย หากอ่านผ่านอินเทอร์เนทให้รัฐบาลทำ “e-ห้องสมุด” จัดทำงบประมาณสำหรับนักเขียนตามราคาหน้าปก คำนวณไว้สัก 10,000 เล่ม หรืออะไรทำนองนี้

หนังสืออะไร? … เรื่องนี้ผมเสนอว่า บริหารจัดการแบบเดียวกับทีวีสาธารณะดีไหม สามารถดำเนินงานได้โดยไม่พึ่งค่าโฆษณาจากบริษัทขนาดใหญ่ มีคณะกรรมการหนังสือสาธารณะ มีเวที(สาธารณะ)ให้ประชาชนเสนอความคิดเห็น ฯลฯ เรื่องของเรื่อง งานแบบนี้จำเป็นอย่างยิ่งต้องมี “เจ้าภาพ” … คุณสมบัติของเจ้าภาพที่ว่าก็ไม่มีอะไรมาก แค่อดทนรอได้ แบบมีเป้าหมาย(ชั่วโมงอ่าน) และไม่สุกเอาเผากิน

เสียงบ่นที่ว่า “นักเขียนต้องดูแลตัวเอง … จะไปพึ่งหมาที่ไหนได้เล่า!” เห็นท่างานนี้ ชาติคงต้องการหมาสักตัว พี่วินทร์จะว่าอย่างไร?

ขุนอรรถ