จึ๋ง*

ลูกชายที่(เคารพ)รัก …

เห็นไหม เพียงแป๊บเดียวหลังเราฉลองปีใหม่ด้วยกันเมื่อไม่กี่วันก่อน … “เวลา”เดินเรื่อยๆ ของมันไป ๑ สัปดาห์แล้ว

สำหรับลูก, ๑ สัปดาห์, เวลาเดินเร็วช้าแค่ไหนพ่อไม่รู้ สมมุติลูกออกเสียงเรียกช่วงเวลาใน ๑ สัปดาห์ว่า “๑ จิ๊ด” นั่นหมายความว่า ปีนี้ หากลูกมีแผนจะทำอะไรให้สำเร็จลุล่วง ลูกจะเหลือเวลาอีกแค่ “๕๑ จิ๊ด” เท่านั้น

และถ้าลูกออกเสียงเรียก “๕๑ จิ๊ด” ว่า “๑ จึ๋ง” แล้วล่ะก็ อย่าเอ็ดไป ลูกเหลือเวลาอีกประมาณ ๕๐ จึ๋ง พนักงานประจำธนาคารเวลาของลูก อาจบอกว่า “ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ เวลาในธนาคารของคุณใกล้หมดแล้ว”

พ่อจำเป็นต้องบอกลูกอีก ๒ เรื่อง เรื่องนี้อาจทำให้ลูกผวายิ่งกว่าฉากโลกถล่มในหนัง ๒๐๑๒ เสียอีก

เรื่องแรก … ทุก ๑ จึ๋งที่ลูกมีอยู่ในธนาคารฯ ลูกไม่สามารถใช้มันได้ทั้งหมด ธนาคารฯ จะหักไว้เป็นดอกเบี้ยถึง ๑ ใน ๓ ของเวลาทั้งหมดที่ลูกมี ยินยอมให้ลูกถอนใช้ได้เพียง ๒ ส่วนเท่านั้น – ธนาคารฯ หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการพักผ่อนนอนหลับ!

ลูกไม่หลับไม่นอนสัก ๒-๓ วันได้ไหม นั่นแหละ ๑ ใน ๓ ของเวลาที่ลูกมี คือดอกเบี้ย คือภาษี คือต้นทุนที่ลูกต้องจำยอมมอบให้ธนาคารเวลาโดยดี และจะอ้างว่าไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เหมือนพ่อค้าเหล็กที่พ่อเคยชี้ให้ดูในทีวีคนนั้นไม่ได้ – “It’s a must.”

เอาล่ะ ทุกๆ ๑ จึ๋ง ลูกจำต้องควักจ่ายดอกเบี้ยประมาณ ๐.๓ เท่ากับว่าลูกมีเหลือไว้ใช้แค่ ๐.๗ หรือ หากคำนวณจากทั้งหมด ๕๐ จึ๋งที่ลูกมีในธนาคารฯ มันจึงเหลือเพียง ๓๕ จึ๋ง ให้ลูกถอนใช้ตามอำเภอใจ

ถึงตรงนี้ ลูกคงอยากจะถามพ่อแล้วใช่ไหมว่า ยังมีภาษี ดอกเบี้ย หรือค่าใช้จ่ายมหาโหดอะไรอีกหรือเปล่าที่ลูกต้องถูกบังคับจ่าย

… ไม่รู้สินะ มันขึ้นอยู่กับว่าลูกกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนั้น ถ้าเป็นนักเรียนอย่างทุกวันนี้ ลูกคงต้องใช้เวลากับตำรับตำรา การเรียน การสอบ รวมถึงเพื่อนในชั้น แต่ถ้าเป็นคนทำงานแล้วล่ะก็ ชั่วโมงการทำงานเป็นเรื่องเคร่งครัดไม่แพ้กัน นายจ้างอาจมีเวลาน้อยกว่าลูกจ้างด้วยซ้ำ

บางคนตอนยังมีเรี่ยวแรง เขาใช้เวลาหมดไปโดยไม่รู้คุณค่า เงยหน้าจากโต๊ะทำงานอีกทีอาจเหลือเวลาแค่ ๒๕ หรือ ๑๕ จึ๋ง เท่านั้น อันนี้ก็แล้วแต่ว่าลูกค้นหาความหมายของ “ชีวิตที่มีคุณค่า” อย่างไร … พ่อไม่มีบทสรุปให้

เรื่องที่สอง ลูกโตพอแล้ว พ่อจึงจำเป็นต้องบอกลูกอีกอย่างหนึ่งว่า เวลาที่ลูกมีในธนาคารฯ เท่าไหร่ก็ตาม เวลาเหล่านั้นไม่ใช่ของลูก เวลา … มีธรรมชาติเป็นเจ้าของ

ถ้าลูกจำได้ เช้าวันหนึ่ง ลูกทำอะไรหลายอย่างแต่ลืมทำการบ้านภาษาอังกฤษ ก่อนขึ้นรถไปโรงเรียนลูกบอกกับพ่อว่า “ถ้ามีเวลาอีกสักครึ่งชั่วโมง ลูกคงทำเสร็จก่อนออกจากบ้าน”

เห็นไหม? ถ้าเราเป็นเจ้าของเวลา เราต้องเบิกมาใช้ได้ทุกเมื่อ นี่ไม่ใช่ เวลาเป็นของธรรมชาติ หนึ่งวันมี ๒๔ ชั่วโมงก็จริง แต่ ๑ ชีวิตมีกี่ชั่วโมงไม่รู้ ทุกคนเกิดมาล้วนได้เวลาเหมือนกัน-แต่ได้มาไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าธรรมชาติจะเมตตาเราขนาดไหน

หน้าที่ของเราจึงต้องเข้าใจกฎข้อนี้ ปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ ยิ่งฝืนธรรมชาติเท่าไหร่ ความอึดอัดคับข้องใจยิ่งมากตามไปเหมือนเงา ธรรมชาติให้มาเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น เราเพียงแค่ใช้มันอย่างคุ้มค่า … เรื่องนี้หนักหนาเกินไปไหม, ลูกพ่อ

เพียงแค่ลูกรู้ว่า เราทุกคนเกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่างแล้วจากไป ทิ้งอะไรบางอย่าง(ที่ทำ)ไว้ ให้ลูกหลานและเพื่อนร่วมโลกรับช่วงต่อ เปรียบไปเหมือนการวิ่งผลัด เราส่งไม้ฯ ลูกหลานก็ได้ไม้ เราส่งหินเขาก็ได้หิน เราส่งของเน่าเหม็น คนรุ่นต่อไปนั่นแหละต้องรับช่วง

สุดท้ายนี้ ฝากคำว่า “เมตตา” ให้ลูกศึกษาอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ สำรวจลงไปถึงก้นบึ้งความหมายแห่งคำๆ นี้ ยิ่งเข้าใจลึกซึ้งมากเท่าใด ก็ยิ่งจะทำให้ลูกชายที่รักของพ่อเบิกถอนเวลาออกมาใช้อย่างคุ้มค่า

ขอจงมีเมตตาเพื่อสุขแท้กับทุกจึ๋งที่เหลือ

รักยิ่งกว่าสิ่งใด,

พ่อ(ขุน)อรรถ