ตัก-กะ*

ออกญาจักรี …

กระผมเขียนจดหมายถึงท่านครานี้ เหตุเพราะมีสองสิ่งติดค้างคาใจอยู่นานหลายเดือนปีประสงค์จะบอกกล่าว

ท่านก็รู้ คนไทยมากกว่า ๙๘% (สำรวจเอง) เข้าใจว่า ท่านเปิดประตูให้พม่าบุกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาแตก – จะบ้า!? ประเทศนะพี่ไม่ใช่ตึกแถวหน้าปากซอย จะได้เปิดประตูให้เข้าออกกันง่ายๆ อย่างนั้น

แม้พงศาวดารไทยพม่าทั้งสองเวอร์ชั่น จะมีข้อความระบุชัดทำนองว่า ท่านออกญาฯ เป็นคนเห็นแก่ทรัพย์ เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ และเห็นแก่ชีวิตตนยิ่งกว่าชาติ กระผมก็ยังเห็นว่าคุณธรรมระดับเดียวกับท่านในเวลานั้น มันต่างอะไรกับ“คุณน่ะทำ”ของคนสมัยนี้

อีกทั้งพงศาวดารปึ๊งเดียวกันนั้น ระบุโต้งๆ ว่า “สมเด็จพระมหาธรรมราชา” มิใช่หรือเป็นคนออกอุบายให้”เปิดประตูบ้าน” หาใช่ท่านเป็นคนคิดการณ์เองเพียงลำพัง ไม่เชื่อลองอ่านพงศาวดารท่อนนี้

“…. ฝ่ายสมเด็จพระมหาธรรมราชาครั้น เวลาพลบค่ำก็ให้หาพระยาจักรีซึ่งพระเจ้าหงสาวดีได้ขึ้นไปครั้งพระราเมศวรนั้น มาเฝ้าแต่สองให้สาบานแล้วจึงตรัสปรึกษาเป็นความลับว่า แต่ก่อนท่านกับเราก็เป็นข้าพระเจ้าช้างเผือก ครั้งนี้มาเป็นข้าพระเจ้าหงสาวดีด้วยกัน ฝ่ายพระเจ้าช้างเผือกก็สวรรคตแล้ว ตัวเราก็ได้ทำความชอบ แต่ตัวท่านหามีความชอบสิ่งใดไม่ เราคิดจะให้ท่านมีความชอบไว้ต่อหน้าพระเจ้าหงสาวดี เราเห็นอุบายอันหนึ่งซึ่งจะเป็นความชอบท่านตราบเท่ากัลปาวสาน ถ้าท่านเป็นใจแล้วจะได้เมืองโดยง่าย …”

แต่ด้วยไม่เชื่อว่าใครคนเดียวจะ”เปิดประตู”ปล่อยพม่าเข้ามาฆ่าแกงเราได้ง่ายๆ อีกเหตุผลข้างคู ยกมาให้ลองถามไถ่กันดูอีกนิด … พระเจ้ากรุงหงสาวดีนำกองทหารพม่า เดินเท้านั่งช้างมาผ่านหัวเมืองต่างๆ เข้ามาได้อย่างไร หัว(เมือง)ประสาอะไร ทะลึ่งปล่อยช้างเดินทะลุมาถึงสะดือ(เมือง) ฮึ!!

นอกจากคนบางคนแล้ว หัวเมืองบางหัวเมืองก็อยู่ในสมการทรยศชาติ หาใช่ท่านออกญาฯ ผู้เดียวไม่

ทั้งหมดในเบื้องต้นเพียงเพื่ออยากบอกท่านว่า ผมไม่เชื่อเรื่อง”คนเปิดประตู”นานแล้ว เพราะมันก็ไม่ต่างอะไรกับคดีพรหมพิราม ถ้าจะเอาผิดกันจริงๆ ทั้งคนทำ คนชวน คนยืนรอต่อคิว คนเชียร์ หรือแม้แต่ ”ไทยมุง” ก็สมควรโดนโทษตัดจู๋ยกหมู่บ้าน

ขณะดูข่าวต่างประเทศ ผมคิดบ่อยๆ ว่า พวกเรายามนี้โชคดีเหลือแสน ไม่ได้เกิดกลางแว่นแคว้นสงครามเยี่ยงนั้น และก็ไม่ได้ตกสวรรค์มาเกิดในช่วงเวลาเสียกรุงฯ แต่ก็อดสงสารพวกเขาไม่ได้ว่า เด็กจะเรียนหนังสือกันอย่างไร ผู้ใหญ่มีงานทำหรือเปล่า … คนรักเขานั่งกินข้าวกันท่าไหน?

แต่เอาเข้าจริง ขณะนั่งดูข่าวช่องเดียวกัน ท่านออกญาฯ ก็เห็นใช่ไหม สิ่งที่เกิดในบ้านเมืองยามนี้ … “มันเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อช่วงปี ๒๑๑๒”

จากความเชื่อและผลประโยชน์ของคนชั้นนำไม่กี่คน, ๖ ปีผ่านไป คนดื้อตาใสกลุ่มเดิมยังทะเลาะกันอยู่ ยิ่งดื้อยิ่งทำให้คนเลือกข้าง คนอยู่ในบ้านกลายเป็นคนรักชาติอื่นไปเสียอย่างนั้น

ท่านออกญาฯ เชื่อเถอะ, คดีเจ็ดหมื่นหกพันล้านจะ “ยึดแต่จบสวย” เพราะจะทำให้คนเคยรวยกลับบ้านเสียที และคราวนี้ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็คงต้อง”ship_หาย”กันไปข้างหนึ่ง

เลิกพูดคำว่าสมานฉันท์ แล้วหันไปสมานแผลกันดีกว่า หลายปีผ่านมา เหลืองทะเลาะกับแดง ผัวทะเลาะกับเมีย ครูทะเลาะกับลูกศิษย์ หมอทะเลาะกับคนไข้ ฆราวาสทะเลาะกับพระ ท่านฯ เชื่อไหม เมื่อวานมีคน(ชั้นนำ)ให้สัมภาษณ์ว่า “ทะเลาะกัน ดีกว่าเห็นตามกันหมด”

ตรรกะพ่อมึ_งสิ!

ใครจะทะเลาะกันอย่างไรก็ตามแต่ สงครามจะยังไม่อุบัติ ขออย่างเดียว “ทหารอย่าทะเลาะกัน” เป็นพอ ชั่วโมงนี้เขาไม่เปิดประตูกันแล้วท่านออกญาฯ แต่แปลกที่ว่า พวกเขาใช้อุบายเดิมๆ

ไม่เชื่อลองอ่านหมายเหตุบัดเดี๋ยวนี้

ขุนอรรถ

หมายเหตุ (จากพงศาวดารเดียวกัน) “… แลพระยาจักรีนั้นก็จัดแจงค่ายคูประตูหอรบบำรุงทแกล้วทหารรบพุ่งโดยฉันอันจริงมาได้ ประมาณเดือนหนึ่งแต่นั้นไป เห็นเจ้าหน้าที่ผู้ใดรบพุ่งเข้มแข็งกล้าหาญ ก็พาลผิดลงโทษว่าละทิ้งหน้าที่ เอาทหารไปเป็นพลเรือน นายทัพนายกองทั้งปวงก็เสียใจ การศึกก็ถอยกำลังลง แล้วให้หนังสือลับกำหนดการออกไปว่า ณ วันศุกร์ เดือนเก้า แรมสิบค่ำให้ยกเข้ามา …”