ท่านประธานที่เคารพฯ *

บทนำ ๑

ผมเป็นคนไม่มีความคิดเป็นของตัวเองเลยครับ การแสดงความคิดของผมก็เป็นเพียงแค่การหยิบยืมเอาความคิดของคนอื่นๆ มาประมวลใช้ ทั้งนี้ อยู่บนพื้นฐานหลักคิดที่ว่า ความคิดความเห็น(ของคนอื่น)ที่ตกหล่นเกลื่อนกลาดอยู่ตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสังคมออนไลน์ไซเบอร์สะเปรต มันมีทั้งข้อมูลโคตร_รดีและข้อมูลอัปรีย์ชั่วปนๆ กัน อยู่ที่ท่านนั่นแหละจะเลือกนำมาใช้

บทนำ ๒

นานมาแล้ว พี่ชายท่านหนึ่งสอนว่า ท่ามกลางการใช้ชีวิตในสังคมข่าวสาร หากเราไม่สามารถแยกแยะได้ ว่าอะไรคือวาทะ อะไรคือตรรกะ และอะไรคือสัจจะ ก็อย่าสะเออะชี้นำความคิดใครต่อใคร อันนี้พี่เขาสอนผม และผมไม่ได้กำลังสอนใคร

บทนำ ๓

นักวิชาการหลายท่านบอก(แทบจะ)เป็นเสียงเดียวกันว่า ทั้งปิดทำเนียบ ปิดสนามบิน ปิดถนน และ เจาะเลือดไปสาดรั้วรัฐสภา ต่างก็เป็นการต่อสู้แบบสันติวิธีที่สามารถทำได้ ตราบใดที่ยังไม่มีการใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา บ้านเมืองนี้ยังมี “สันติวิธี” แบบไหนมานำเสนออีกบ้าง

บทนำ ๔

“กฎหมาย” มีวัตถุประสงค์สำคัญคือทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ดังนั้นว่ากันอีกนัยหนึ่ง กฎหมายคือความถูกต้องเห็นดีเห็นงามของคนส่วนใหญ่ จะผิดไหมหากเราจะสรุปว่า “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือลิดรอนสิทธิและเสรีภาพด้วยตัวมันเอง แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม – คนถูก กับ คนผิด

เอาล่ะ … บ้านเมืองในสายตาข้าพเจ้า

ตกลงเรากำลังทะเลาะกันเรื่องอะไร … ระบอบทักษิณกับระบอบไหน เหลืองกับแดง รวยกับจน คนเมืองกับคนบ้านนอก อำมาตย์กับไพร่ วอทเอเวฟอร์!

อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งกล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยทะเลาะกันไปมาเป็นบ้าเป็นหลัง วนไปวนมาสรุปรวมความได้ ๓+๒ เรื่อง (สองเรื่องหลัง ผู้เขียนเติมเอง)

ก. ฝ่ายหนึ่งต้องการ “ผู้นำเบ็ดเสร็จ และ เด็ดขาด” อีกฝ่ายไม่ต้องการอย่างนั้น ด้วยเหตุผลว่า ข้อเสียของ “ผู้นำเบ็ดเสร็จ และ เด็ดขาด” คือ เปิดโอกาสให้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของใครบางคน ชุมชนบางกลุ่มได้

ข. ฝ่ายหนึ่งบอกว่า คะแนนเสียงเลือกตั้งข้างมาก คือ หลักการประชาธิปไตย แต่อีกฝ่ายบอกว่าไม่ใช่ เนื้อหาประชาธิปไตยหาได้อยู่บนฐานคะแนนเสียง

ค. เรื่องสุดท้าย เราทะเลาะกันเรื่องแก่นความหมายของคำว่า “รักชาติ” บ้างก็ว่ารักชาติต้องอย่างนี้ บ้างก็ว่าแบบนั้นไม่เรียกว่า “รักชาติ” – เรื่องนี้ทำไปทำมาไม่ได้ทะเลาะกันแค่ ๒ ฝ่าย ดูจะหลากหลายและคงทะเลาะกันได้อีกนาน

ง. ข้อ ก. และ ข้อ ข. ถูกต้อง

จ. ถูกทุกข้อ

เรื่องก็มีอยู่เท่านี้

ถ้าอย่างนั้นขอถามอีกที ตกลงเรากำลังทะเลาะกันเรื่องอะไร ระบอบทักษิณกับระบอบไหน เหลืองกับแดง รวยกับจน คนเมืองกับคนบ้านนอก อำมาตย์กับไพร่ หรืออะไร

แน่ใจจริงๆ หรือว่า หลังยุคมหาอำมาตย์จะไม่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ไม่มีคนรวยคนจน ไม่มีชนชั้น ไม่มีไพร่ … เมืองไทยจะกลายเป็นสังคมเสรีชนแบบอเมริกันก็ดีอยู่หรอก แต่เราหยิบเฉพาะข้อดีแต่ถ่ายเดียวได้อย่างไร เราเห็นข้อเสียและยอมรับมันได้จริงๆ หรือ ?

บ้านเมืองของเราน่ะเหรอ มันก็เป็นของมันอย่างนี้แหละ เรายังคงต้องสงสัยกันต่อไปว่า ตกลงเรากำลังทะเลาะกันเรื่องอะไร เหมือนเวลาเปิดสภา ผู้ทรงเกียรติแย่งกันยกมือขอหารือประธานฯ เพื่อตกลงกันเสียก่อนว่า วันนี้เราจะคุยกันเรื่องอะไร

เกิดอะไรขึ้นรู้ไหม? ๘ ใน ๑๐ ครั้ง ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหมดจะเสียเวลาสภาทะเลาะกันก่อนจะหาข้อสรุป(ถึงเรื่องที่จะอภิปรายกัน)ในตอนหัวค่ำ และมากไปกว่านั้น ๙ ใน ๑๐ ครั้งก็ทะเลาะกันไปมาจนไม่รู้ว่ากำลังจะอภิปรายเรื่องอะไร รอเปิดสภาใหม๋ค่อยว่ากัน

ข้อเสนอที่ไม่บังอาจแนะนำ

หนึ่ง. ถ้าเพียงแค่เกษตรไทยสามารถกำหนดราคาข้าว และยางพาราได้เหมือนโอเปคกำหนดราคาน้ำมัน

สอง. ถ้าเพียงแค่เอาจริงเอาจังกับการหาเงินประเทศด้วยการท่องเที่ยว การศึกษา และการแพทย์

สาม. ถ้าเพียงแค่(ค่อยๆ)ปรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจน่ะใหญ่ได้ แต่ขอให้ใหญ่ในท้องถิ่น “อย่า”ให้รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางแบบนี้ กลับไปดูแลชาวบ้านซะ

และสุดท้าย สี่. ช่วยหน่อยเถอะท่านผู้ทรงเกียรติ ช่วยหาระบบหรือวิธีบ้าบออะไรก็ได้ ขอให้พวกเราได้ออกคะแนนเสียงได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการเลือกตั้งหน่อยเถอะ

เบื่ออิ๊บอ๋ายเวลามีใครอ้าง “ทำเพื่อประชาชน”

ขุนอรรถ