เพียงธุลี*

ผมหลบไปงานหนังสือแห่งชาติช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมาอย่างเงียบๆ เมื่อถึงงานฯ ก็แปลกใจในความเงียบของผู้คน – ไม่มากอย่างที่เตรียมใจเตรียมตัวไว้

ไปงานหนังสือคราวนี้ผมมีเป้าหมายชัดเจน (เตรียมตัวอย่างที่บอก) อย่างแรกคือ การหาหนังสือพร้อมลายเซ็นต์นักเขียนกลับมาฝากใครคนหนึ่ง เปล่า, เขาไม่ได้เขาแต่ผมอยากทำให้เอง(อย่างเงียบๆ!)

อย่างที่สองผมอยากได้หนังสือแรงๆ สักเล่ม พักนี้อัตตาในตนมันเบ่งบานเสียเหลือเกิน

ระยะนี้ ผมจับความรู้สึกได้เหมือนเคยตกปลาหากินอยู่ริมฝั่ง แต่อะไรไม่รู้พัดพาออกมาไกลจนมองไม่เห็นพื้นแผ่นดิน มีก็เพียงผิวน้ำกระเพื่อมว้างอยู่รอบตัว

บนเรือลำที่กำลังหาปลาอยู่นั่น ผมคงรู้สึกไปเองก็ได้ว่าตนเองคือไต้ก๋ง และถ้าเป็นอย่างนั้น ผู้คนรอบๆ ก็คงเป็นลูกเรือที่รอการนำของผมอย่างวางใจ

งานบางงาน ภารกิจบางอย่าง อัตตาเป็นสิ่งจำเป็น เป็นเพื่อนสนิท เป็นที่ปรึกษาของเรา(อย่างเงียบๆ – อีกแล้ว) และสิ่งจำเป็นกว่าการมีอัตตาคือการสามารถในการใช้งานมันเวลาต้องการเท่านั้น

คงเป็นเพราะตำแหน่งไต้ก๋งนี่กระมัง จะมีลูกเรือหน้าไหนกล้าเสนอความคิดความเห็น ยิ่งหากเป็นการตำหนิติเตือนแล้วยิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว

อดีต, ผมเคยปล่อยให้อัตตาใช้งานผมมานาน นานจนชีวิตเกือบหายนะมาแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทาง – ไม่มีทางที่ผมจะให้มันทะลึ่งสั่งการอะไรแบบนั้นได้อีก พูดอย่างนี้ก็เป็นอัตตาใช่ไหม เอาเป็นว่าผมจะคอยดูแลเรื่องนี้สม่ำเสมอ

และทั้งที่ผมหมั่นสังเกตสังกาเรื่องนี้อยู่ก็เถอะ ผมรู้ดีกว่า ทุกครั้งที่เรียกอัตตาออกมาใช้งาน ก็ไม่ต่างอะไรกับการป้อนอาหารให้มันอย่างช้าๆ

ใช่, อัตตามันเติบโตตามเรา! (ตรงนี้ใครจะเติมท้ายด้วยคำว่า “เงียบๆ” ก็ได้ ตามใจ)

นอกจากจะคอยตรวจสอบอัตตาด้วยตนเองแล้ว (อัตตาหิฯ) ผมยังมีตัวช่วยอีกสองอย่างที่คอยขัดเกลาอัตตาได้ดี นั่นก็คือ หนังสือ และ เสียงเพลง

โปรยมาทั้งหมดนั่นก็เพื่อจะบอกว่า ผมไปงานหนังสือปีนี้เพื่อต้องการหาหนังสือที่มีพลังเพียงพอจะเปิดโต๊ะเจรจากับอัตตาที่กำลังเบ่งบานในเวลานี้ได้

… แล้วหนังสือของ อ. เสกสรรค์ ประเสริฐกุลมาสองเล่ม “วันที่ถอดหมวก” (The Art of Being Nobody) และ “บุตรธิดาแห่งดวงดาว” (Children of the Star) กับนิตยสารเวย์ หน้าปก อ. เสกสรรค์ อีกหนึ่งเล่ม ก็ถูกจับยัดลงเป้อย่างตั้งใจ

ใครที่พอจะเคยติดตามงานต่างๆ ของ อ.เสกสรรค์ มาบ้างก็รู้ว่ามีความแรงอยู่มากโดยเฉพาะสิ่งที่หลายคนเรียกว่า “ขวางโลก” หรือ “ทวนกระแส” อะไรก็ว่าไป

หลังๆ คือหลังจาก อ. เสกสรรค์ ต่อสู้รบราฆ่าฟันกับสิ่งนอกตัวมานาน ก็คงถึงเวลาต่อสู้กับเรื่องราวภายในอันเป็นตนตัวอย่างละมุนละม่อม

นี่คือตัวอย่างจากคำโปรยที่ อ. เสกสรรค์ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ …

“ความไม่เข้าใจผู้อื่นหรือไม่อยากเข้าใจผู้อื่นมันช่วยผลิตอาหารป้อนอัตตา เพราะเปิดโอกาสให้เราได้ด่าทอคนตามใจชอบ เพราะฉะนั้นเมื่อสังคมมีจริตในความคิดเชิงลบ มีจริตในเรื่องที่จะด่าทอ การด่าผู้อื่นเพื่อให้ตนเองรู้สึกสูงส่งจึงเป็นเรื่องธรรมดา”

“ทุกวันนี้ความสุขเล็กๆ ของผมเวลารู้สึกว่าชีวิตมีทุกข์ คือการหลับตานึกถึงภาพตัวเองนอนหลับอยู่ข้างพระประธานในโบสถ์ ช่วงนั้นผมรู้สึกว่าชีวิตเรียบง่ายและอบอุ่นที่สุด เอาจีระพระเป็นผ้าห่ม มันเป็นความสุขที่ผมหวนระลึกได้เป็นระยะๆ สิ่งที่ผมต้องตอบคำถามตัวเองมากที่สุดก็คือ แล้วทำไมมันหลุดจากตรงนั้นไปรบราฆ่าฟันอยู่เป็นเวลานาน”

“ผมเป็นลูกผสมระหว่างเถรวาทกับมหายาน เถรวาททำให้เราอยากปลีกวิเวก อยากใช้ชีวิตตามลำพัง และค่อยๆ สาบสูญไปตามลำพัง มหายานทำให้รู้สึกว่าเมื่อเพื่อนมนุษย์ยังเดือดร้อนเราคงต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขาเท่าที่จะทำได้

… ประเด็นมันอยู่ที่เท่าที่จะทำได้ แต่ก่อนนี้เราวางอุเบกขาไม่เป็น ใครมาขอให้ทำอะไรก็รีบทำ ทำไม่ได้ก็เสียใจ นั่นเป็นอัตตาชนิดหนึ่ง คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนโลกได้ทั้งโลก ซึ่งตอนนี้ผมวางไปแล้ว”

สุดท้าย เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามถึงชีวิตหลังเกษียณ อ. เสกสรรค์ บอกว่า “สิ่งที่เป็นขั้นตอนสำคัญกว่าการเกษียณอายุราชการก็คือการเตรียมตัวตายจากโลกนี้ไป ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของการเกิดมามีชีวิตบนพื้นพิภพนี้”

จากบทสัมภาษณ์ ทั้งที่ อ. เสกสรรค์ ออกตัวว่าหลายเรื่องยังก้าวไม่พ้น แต่ผมคิดว่า อ.เสกสรร ล่วงหน้าไปไกลแล้ว

ขุนอรรถ

ปล. ผมไม่ได้ลืมเรื่องเสียงเพลง เพียงแค่กลิ้งสายตาหาที่ทางวางมันลงไปในบทความให้ดีไม่ได้ วางท้ายเรื่องก็คงไม่เป็นไร … ขอบคุณคนที่แนะนำให้ฟัง รางวัลของเขาคือหนังสือพร้อมลายเซ็นนักเขียนเล่มที่ว่า