ครั้งแรก*

ที่มา: ลูกพ่อ

สวัสดีคนแปลกหน้า

ขอหยิบยืมคำทักทายจี๊ดๆ แบบนี้จาก “ระยะทางอันห่างใกล้” พ๊อกเก็ตบุ๊คของชายหญิงสองคน – นิ้วกลมและพิมปาย – ทั้งคู่ต่างร่ายมนต์ผ่านตัวอักษรจี๊ดใจเข้าใส่กันทั้งเล่ม!

เราแอบซุ่มแวะเข้าไปอ่านความเรียงบทแรกในบล็อกของเธอแล้ว อืมม … ผลคือรอยยิ้มและรื้นน้ำตา

ไม่เลวเลยสำหรับ“ครั้งแรก” … เธอทำให้บทความแรกของเราสั้น ห้วน และดูไร้ความกล้าหาญสิ้นดี หากไม่เชื่อ อยากให้เธอลองหาวิธีย้อนกลับไปอ่านดูก็ได้ https://culturegap.wordpress.com/2007/06/20/hello-world

การพูดถึงการจากไปของคุณพ่ออันเป็นสุดที่รักนั้น ส่วนตัว, เราคิดว่ายากเกินกว่าจะนำมาเป็นบทความแรกๆ ได้ แต่เธอลงมือบันทึกมันด้วยความกล้าหาญ หรือจะด้วยความไม่รู้ว่ายากก็เถอะ

แต่ขอให้รับรู้ไว้เพียงว่า ตัวหนังสือเหล่านั้นแสดงความสับสนในจิตใจอยู่ไม่น้อย เหมือนเกรงจะเศร้าสร้อยเกินไป เธอจึงคอยเรียกสติ(และเสียงฮา) เหมือนจงใจกลบความในใจอะไรไว้บางอย่าง

รวมถึงการแบ่งเรื่องราวออกเป็นส่วนๆ พร้อมคำโปรยสั้น(ใส่สี) … นั่นก็ทำให้บทความน่าสนใจดีเหมือนกัน

ต่อเรื่องการพลัดพรากทำนองนี้ เราไม่มีคำพูดอื่นใด ทั้งที่แอบเป็นห่วงดวงใจน้อยๆ ดวงนั้น สิ่งที่ทำได้คือการค้นหาข้อความดีๆ มากำนัล

ดังตฤณ เขียนถึงหญิงสาวคนหนึ่งผู้ซึ่งกำลังสับสนจากสูญเสียคนรักไป – ให้คนอื่น และตั้งคำถามมายังคนแปลกหน้าในโลกอินเทอร์เนทว่า “ขอวิธีดับทุกข์ในใจกับการสูญเสียคนที่รัก”

ดังตฤณตอบว่า …

“คุณเจ้าของกระทู้ตั้งโจทย์ให้ตัวเองไว้ยากเกินไป เป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดคิด อย่าหวัง ลองใหม่นะครับ แค่เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนโจทย์ จะเห็นความเป็นไปได้จริง และทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นแบบไม่ฉับพลัน แต่ไม่เกินรอ

เมื่อเห็นภาพบาดตา อย่าปล่อยให้จิตแช่อยู่กับอารมณ์บาดใจ กำหนดไว้เลย บาดใจปุ๊บ คือลมหายใจแรกที่เราจะรู้ เมื่อรู้ว่าบาดใจที่ลมหายใจนี้ เปรียบเทียบกับลมหายใจต่อมา ดูว่ามันบาดเท่าเดิม บาดกว่าเดิม หรือบาดน้อยกว่าเดิม

ถึงแม้ว่าไม่หายบาดใจ ก็รู้สึกดีขึ้นแน่นอน เพราะไม่จมกับอารมณ์เจ็บปวดอย่างเดียว แต่มีสติรับรู้ลมหายใจเข้ามาแบ่ง ไปครึ่งหนึ่งหรือกว่านั้น

ธรรมชาติของจิตนั้น เมื่อสังเกตสิ่งใด จะเห็นสิ่งนั้นชัดขึ้น จากเดิมที่เหมือนลืมตาในน้ำ จะเหมือนค่อยๆ เอาหน้ากากดำน้ำกระจกใสแจ๋วมาครอบ ค่อยๆเห็นทัศนียภาพใต้ น้ำดีขึ้น และรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

ในที่นี้ คือไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่าทุกข์นั้น ไม่ใช่ตัวเรา

ทุกข์นั้น เกิดแล้วในกายใจนี้ ก็ต้องดับลงในกายใจนี้เป็นธรรมดา แม้ไม่ต้องอาศัยความพยายาม และการที่เรามีสติคอยหมั่นเปรียบ เทียบระหว่างลมหายใจนี้กับลมหายใจก่อนๆ จะทำให้เกิดความเคยชินขึ้นมาอย่างหนึ่ง

คือเมื่อทุกข์แล้วไม่ส่งใจไปหาเหตุแห่งทุกข์ คืออดีตคนรัก หรือภาพบาดตาที่มันอุตส่าห์ดับลงตามธรรมชาติไปเป็นชั่วโมงแล้ว

มีสติกับวัตถุอารมณ์อันไม่เป็นโทษนะครับ ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ลมหายใจมีติด ตัวมาแต่กำเนิดอยู่แล้ว ถ้าบอกว่ายาก ขอให้ลองกลั้นใจสักพักแล้วหายใจใหม่ ถามตัวเองว่าหายใจแล้วรู้ว่าหายใจ มันยากจริงหรือ?

แม้ว่ายิ่งเปรียบเทียบ ยิ่งเห็นว่าทุกข์หนักขึ้น ตรงนั้นจิตก็รับรู้นะครับว่าทุกข์แปรปรวนไป แล้ว หากเราไม่เร่งรัด ไม่บีบให้ทุกข์แตกดับเร็วๆ กับทั้งไม่ยอม ร่วมผสมจิตเข้ากับทุกข์เหมือนเดิม สิ่งที่จะตามมาคือปัญญาเห็นตาม จริงครับ”

เธอ, ถ้าไม่เร่งรัดจะให้ทุกข์หายไป เรื่องแบบนี้คงไม่ยากเกินเข้าใจ เราเชื่อ

ก่อนจบ, แม้อารมณ์(ก่อนจบ)นี้จะขัดแย้งกับอารมณ์แรก แต่เราก็อยากแสดงออกตรงไปตรงมากับเธอว่า เราดีใจบอกไม่ถูกเมื่อมีใครสักคนส่งสารความรู้สึกผ่านตัวอักษรมาหา แต่ก็คงเหมือนพ๊อกเก็ตบุ๊คที่เราอ้างไว้ตั้งแต่ต้น

แม้ห่างกันด้วยระยะทาง … แต่คงเป็นระยะทางอันห่างใกล้

คนหน้าแปลก