และนี่คือจุดเริ่มต้น*

แม่เพลง …

วันหยุดงานยาวและการเดินทางไกลบ้าน กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนเมืองอย่างผมไปเสียแล้ว ไม่รู้เราจะเบื่อบ้านเบื่องานอะไรกันหนักหนา หรือนี่คือสิ่งที่อาจารย์นิธิฯ เรียกมันว่า “ดัดจริต”

ก่อนเดินทาง, ผมนั่งยิ้มขณะเก็บเสื้อผ้า เพราะพบว่าปริมาณและการให้ความสำคัญกับเครื่องนุ่งเครื่องห่มมันน้อยลงๆ ทุกปี

หนังสือสามสี่เล่มและสื่อบันเทิงใจอย่างหนังสามแผ่นนั่น ถูกยัดเข้ามาแทนจนดูคล้ายว่าต้องใช้พื้นที่มากกว่าเครื่องอาบน้ำหลายเท่า! ส่วนเพลงอีกสามร้อยถูกยัดใส่ลงไปในเครื่องมืออิเลคทรอนิกส์แทน

แม่เพลงเคย“บังเอิญ”อย่างนี้ไหม หนังสือและเพลงที่อ่านและดูในเวลาใกล้ๆ นั้น (ดัน)มีเรื่องพ้องกันเสียจนน่าตกใจ

… ตามมารยาทแม่เพลงควรตอบกลับว่าไม่เคย นั่นทำให้ผมมีเรื่องคุยกับแม่ฯ ต่อ (ฮา)

หนังเรื่อง BROTHERS เล่าถึงครอบครัวทหาร-หาญ ในบ้านมีพ่อ มีลูกชายสองคนพี่น้อง ส่วนแม่แท้ๆ ไม่ปรากฏ ในหนังเห็นเพียงแม่ไม่แท้ แต่แสนดี(และฉลาดกว่าผู้พ่อ)

ผู้พี่ชื่อแซมเป็นทหารเหมือนพ่อ ส่วนผู้น้องชื่อทอมเป็นโจร! ไม่ต้องบอกว่าพ่อรักลูกคนไหน และคอยแต่จะตั้งหน้าตั้งประชดประชันลูกอีกคนตามสไตล์พ่อทหาร – รักนะแต่ไม่แสดงออก

ขณะแซมกำลังจะเดินทางไปรับใช้ชาติที่อาฟกานิสถาน ทอมเพิ่งออกจากคุกมา พ่อทหารหาญประชดทอมมี่กลางโต๊ะอาหารเย็นว่า “แกรู้ไหม ความแตกต่างระหว่างคนแพ้กับคนชนะคืออะไร”

… But you quit all the times. พ่อบอกทอม

ปัญหาเกิดขึ้นตรงจุดที่ว่า เกรซเมียแซมได้รับข่าวว่าแซมตายในสนามรบ หลังงานศพเกรซก็เหงา (ตามสไตล์หนัง Hollywood) เวลานั้นทอมมี่ป้วนเปี้ยนพยายามทำดีใส่พ่ออยู่แถวๆ นั้น

คนหนึ่งเหงาเพราะสามีจากไป อีกคนเหงาก็หาคนเข้าใจไม่มี …

และจู่ๆ (เหมือนจู่โจมยังไงยังงั้น) จู่ๆ แซมก็กลับบ้านได้ คล้ายกับ ทอม แฮงค์ แห่ง DHL ถูกค้นพบหลังเครื่องบินตกไปติดเกาะอยู่นานนับเดือนในหนัง CAST AWAY

ต่างกันตรงที่แซมเพี้ยนเพราะผ่านเรื่องร้ายกว่า, แซมปักใจเชื่อว่าเกรซเมียสาวสวยได้ปันใจไปกิ๊กกั๊กกับทอมมี่น้องชาย อดีต นทช. – อย่างหึงว่างั้น!

ผมคงไม่ต้องเล่าอะไรให้แม่ฯ ฟังต่อ พล๊อตประมาณนี้ ก็มีเรื่องจบได้สองอย่าง อย่างแรกก็ตายกันไปข้างหนึ่ง อีกทางก็ต่างฝ่ายต่างต้องแยกย้ายทางใครทางมัน หรือจนกว่าฟ้าจะเปลี่ยนสีนั่นแหละแม่ฯ

ถ้าอย่างนั้น ผมขอยกมือสั่งกล้องตัดภาพมาที่โต๊ะไม้เก่าๆ ริมทะเลระยอง เป็นเวลาเกือบแปดโมงแล้วแต่ไม่ยักกะมีแดด มีแต่ฝนและเสียงฟ้าร้องโครมครามตั้งแต่เช้ามืดจนถึงตอนนี้ – บนโต๊ะมีหนังสือบางๆ เล่มหนึ่ง กับกาแฟร้อนควันฉุย (ไม่หอม ไม่อร่อย อาศัยว่าชิลล์!)

ผมจะอ่านท่อนฮุกหนึ่งในหนังสือให้แม่ฯ ฟัง …

“… คนเราเกิดมามีชีวิตกี่เสี้ยวส่วนเป็นตัวของตัวเอง หลายอย่างทำไปเพื่อสนองความต้องการของผู้อื่น หรือไม่ก็ประชดด้านข้อเรียกร้องที่สนองไม่ได้ … ด้วยเหตุนี้ในแง่หนึ่งใช่หรือไม่ว่าชีวิตของทุกท่านมีคนแอบ”สั่งการ”อยู่หลายคน?

(เฉพาะท่อนนี้ผมตัดทอนให้สั้นกระชับ) … ลูกแบกความฝันของพ่อแม่ ที่อยากให้เป็นโน่นเป็นนี่ ให้เรียนแทน ให้รวยแทน หนุ่มสาวแบกความฝันคนรัก หลายคนยังแบกฝันที่คนรักทิ้งไว้นานแล้ว

… หลายคนมุ่งสร้างชื่อเสียงเงินทองเพราะเคยถูกแฟนเก่าปรามาส บางคนเปลี่ยนคนรักหลายครั้งแต่ยังไม่กล้ามีความสุขกับปัจจุบัน พอตกค่ำก็เมามาย ได้แต่ค้างแรมกับความทรงจำ อะไรทำนองนั้น

หลายคนอยากถอนตัวจากตาข่ายกรรมดังกล่าว แต่น้อยคนทำได้สำเร็จ

… การมีผู้อื่นในตัวเรา และมีเราในผู้อื่น ยังมีด้านที่ดีกว่า จริงกว่า และสวยงามมากที่เป็นอยู่มากมายหลายเท่า แต่ทุกคนต้องเริ่มต้นด้วยการทำให้ตัวเองไม่มีใคร ไม่มีแม้กระทั่งตัวตน นี่เป็นกลยุทธ์ของฟ้าดินที่ท่านต้องไม่มีอะไรเลยเพื่อที่จะได้มีทุกอย่างตามหลังมา

… เช่นนี้แล้ว วิธีเดียวที่จะทำให้คนอื่นครอบงำท่านไม่ได้คือการไม่ปรารถนาอะไรจากตัวเขา เมื่อไม่ปรารถนาสิ่งใด คนอื่นไม่เพียงต้องถอนแรงกดดันออกไป แม้แต่ตัวท่านบัดนี้ยังต้องถือว่าถอนตัวจากตนเอง … และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นตัวของตัวเอง …”

The Art of Being Nobody (วันที่ถอดหมวก) เสกกสรรค์ ประเสริฐกุล

ขณะอ.เสกสรรค์ บอกว่านี่คือจุดเริ่มต้น แซมพูดประโยคปิดท้ายหนังว่า “There is only the death had seen the end of war. I’d seen the end of war. The question is … can I live again?”

แม่ฯ ชอบมะ?

ขุนอรรถ

ปล. อย่างที่เคยบอกไว้ ผมแยกนักแสดงดราม่าว่าใครเล่นดีไม่ดีจากการใช้สายตา, ในหนัง BROTHERS ทั้งแซม ทั้งเกรซ และทอม ผมดูแล้วไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อหนังก็ไม่สมจริงในหลายส่วน แต่นักแสดงที่ทำให้ผมน้ำตาแทบตกลงมาแตก คือ Isabel ลูกสาวคนโตของแซม เธอกระแทกอารมณ์ดราม่า ทั้งน่ารัก น่าเอ็นดูเป็นที่ซู้ด – ต้องดู!