พระเอก*

หลังเหตุการณ์ไม่กี่ชั่วโมง ผมก็ได้กลับมาทำงานตามปกติ ผู้คนในออฟฟิศจับตัวกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่องนี้ และแทบทั้งหมดมีภาพห้างสรรพสินค้าสภาพกรอบเกรียมอยู่ในใจ

“ไม่น่าเชื่อ” “เหมือนในหนัง” “ทำไมทำกันขนาดนี้” … และแน่นอน “น่าจับมาประหาร” คือชุดคำพูดที่ทยอยหลุดออกมาจากปาก และในโลกไซเบอร์

ระหว่างมื้ออาหารเที่ยง ขณะที่หลายคนจ้องมองภาพข่าวในโทรทัศน์ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวขึ้นมากลางวงรับประทานอาหารว่า “นี่มันละครชัดๆ ไม่มากก็น้อย สิ่งที่เราเห็นเป็นผลมาจากละครไทย”

ใช่. ไม่มากก็น้อย …

คล้ายหิมะถล่ม บางสิ่งบางอย่างขนาดเล็กเริ่มก่อตัวทีละเกล็ดทีละกำมือ ทับถมกันมากเข้าๆ และวันเวลาหนึ่ง เมื่อฐานไม่สามารถแบกรับน้ำหนักของมันต่อไปได้ ทุกอย่างก็พังครืนลงมา

เราทุกคนเกิดมาพร้อมยีนด้อยและดี เติบโตด้วยอาหารและปุ๋ยเร่งดอกใบชั้นดีโดยการดูดซับบรรยากาศรอบตัว ความคิดของผู้คนรอบข้าง พ่อแม่ คนเลี้ยงดู ครู เพื่อน และสิ่งรอบตัวเข้าไว้ทุกวัน-ทุกวัน

… เกิดเป็นมุมมองและทัศนคติในแบบต่างๆ อีกทั้งชุดความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ เกิดปฏิกิริยาเข้าหลอมรวมกันระหว่างคนในสังคมจนกลายเป็นค่านิยม เป็นขนบธรรมเนียม กลายเป็นวัฒนธรรมชาติ!

หากจะมีใครทดลองตามสมมุติฐานดังกล่าว คุณกับผมก็ร่วมกันทำแบบทดสอบนี้ได้ไม่ยาก แค่ก่อนกลับบ้านให้คุณลองแวะนั่งฟังพระสวดศพสักเปรียบเทียบผมซึ่งก่อนกลับบ้านจะแวะเข้าไปในงานแต่งฯ แค่เราต่างทำอย่างนี้ทุกวันสัก 2-3 เดือน

เห็นหรือยังว่า ตลอด 3-40 ปีที่ผ่านมา เราแวะดูละครก่อนนอนคุณภาพต่ำ พระเอกไม่มีงานทำ ร่อนไปร่อนมา เดินสะดุดขานางเอกแล้วหลงรัก จีบไม่ได้ รักไม่เป็น แสดงออกโดยการข่มเหงน้ำใจ ตบจูบ ยิ่งนางเอกเกิดไปชอบใครเข้าพระเอกยิ่งสับสน ในที่สุดก็มีคืนนั้น มันข่มขืน แล้วค่อยขอคืนดี แต่งงานก่อนจบตอนสองตอน

พระเอกประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะซื่อบื้อจนไม่รู้ว่านางเอกที่มันปล้ำไปไม่กี่วันกี่สัปดาห์ก่อน จะ(ทะลึ่ง)ท้องสองเดือน และอาการโอ้กอ้ากวิ่งเข้าไปอ้วกในห้องน้ำแบบนั้นเรียกว่า “แพ้ท้อง” (พ่อแม่ไม่สั่งสอนของแท้)

ส่วนนางเอกก็มีไม่กี่แบบ ส่วนใหญ่หางานที่ตนรักไม่ได้ น้อยเนื้อต่ำใจได้ทุกฉาก จึงไม่มีอะไรดีกว่าหารักจาก “เจ้าชายขี่ม้าขาว” หรือไม่ก็เป็นลูกเมียนอกสมรสของเศรษฐี(เว่อร์ๆ) โดนแม่ฉกตัวหายไปในความมืดตั้งแต่ยังแบเบาะ กลับเข้าบ้านตัวเองอีกทีตอนโต แสดงหลักฐานเป็นปานรูปตราประจำตระกูล

อ้อ อย่าลืมนางเอกประเภท “เจ้าหญิงจำไม” อยากรู้มันไปเสียทุกเรื่องจนต้องหนีออกจากวัง หลบซ่อนจากบอดี้การ์ดของ’เด็จพ่อ พระเอกมาพบรักตอนเป็นคนธรรมดา บลา บลา บลา … รู้แล้วใช่ไหมว่าจะจบอย่างไร

ก็อีกนั่นแหละ คนที่ทำให้เกิดประเด็นส่วนใหญ่หาใช่พระนางไม่ แต่กลายเป็นตัวอิจฉา แย่งชิงอวัยวะบางอย่างกันเป็นสนานท์ ด้วยวิธีการต่างๆ ส่วนใหญ่นางร้อยตัวอิจฉาจะสวยเซ็กซ์กว่าเพราะรู้ดีว่า “ผู้ชายรักด้วยสายตา”

นอกจากนางร้ายตัวอิจฉา ละครไทยที่ดีครบเครื่องต้องมีแม่ผัวโรคจิต และคนใช้แสนรู้ที่ชอบสุมหัวในครัวใหญ่ๆ ฯลฯ พอดีกว่า

แค่นี้เราก็คงเห็นคล้ายกันแล้วว่า บรรดาวาทะกรรมที่หลุดออกจากความคิดมุมมองของแกนนำบนเวทีมาจากไหน ทั้งไพร่ ทั้งอำมาตย์ ทั้งชนชั้น ทั้งสองมาตรฐาน ฯลฯ

เปล่า. ไม่ได้บอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีจริง แต่อย่าโอเว่อร์แอ็ค(ชั่น) – กูรู้ทัน

ขุนอรรถ