คู่ตรงข้าม*

“อะไรทำให้รถวิ่งไปข้างหน้า น้องรู้ไหม” รุ่นพี่ร่างยักษ์(หน้าตาก็ยักษ์)คนหนึ่งถามขึ้นเมื่อเราสองคนสนทนากันจนได้ ที่

“เครื่องยนต์ครับพี่” ผมลองตอบ
รุ่นพี่ร่างยักษ์ส่ายหัว นิดๆ พร้อมพูดว่า “แล้วน้ำมันล่ะ”
“(เออจริง ผมคิด) งั้นก็ … คนขับใช่ไหม”

“ทำไมถึงไม่คิดว่าเป็นล้อเป็นยางรถยนต์” รุ่นพี่ถามต่อหน้านิ่งๆ
“ถ้าอย่างนั้น เอาเป็นถนนดีกว่า” ผมพยายามไม่เลิก
คราวนี้ได้ผล เขาเผลอยิ้มออกมาถามกลับว่า
“ถ้าผมเอา ทุกอย่างที่น้องพูดมา ไปวางไว้บนถนนที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะ น้องยังคิดว่ารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าไปไหม” …

ผมยิ้มแล้วบอกว่า “พี่เฉลยได้แล้ว”

เฮเกลเป็นนักคิด ความคิดสำคัญของเขาที่ชาวโลกจดจำคือการคิดเชิงจิตนิยม (Ideology) เขาว่า กระบวนการนำไปสู่จิตสมบูรณ์ มีวิธีการหาความจริงแบบ Dialectic หรือ วิภาษวิธี

อะไรคือวิภาษวิธี … วิภาษวิธีคือกระบวนการใช้เหตุผล (Rational) หรือตรรกวิทยา นำความขัดแย้ง 2 ทั้งด้าน ได้แก่ ด้านสนับสนุน(thesis) ขึ้นเป็นบทเสนอ และด้านปฏิเสธ(antithesis) เป็นบทแย้ง

และวิวัฒนาการการต่อสู้ระหว่าง 2 ด้านที่ขัดแย้งนี้เอง จะนำมาสู่การพัฒนาของสิ่งใหม่ ที่จะเรียกว่า บทสรุป (synthesis) แต่…

แต่ บทสรุปนี้ก็จะกลายเป็นบทเสนอ (thesis) ใหม่ ก่อให้เกิดบทแย้ง (antithesis) ใหม่ และนำมาสู่บทสรุป (synthesis) ใหม่ ไปจนสิ้นสุดกระบวนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความเป็น”จิตสมบูรณ์”อันแท้จริง

อธิบาย แบบนักวิชาการ เขาบอกว่าวิภาษวิธี คือ
1. ทุกสรรพสิ่งล้วนมีสองด้าน คือ ด้านสนับสนุนและด้านปฏิปักษ์
2. ความขัดแย้งของสองด้านจะนำไปสู่สิ่งใหม่
3. สิ่งที่เกิดใหม่นั้นก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก (นำไปสู่ความจริงสมบูรณ์พร้อม)

เยอะไปไหมครับ : )

เรื่อง วิภาษวิธีนั้น อาจไม่ใช่จุดจดจำถึงนักคิดนามเฮเกล ทั้งนี้เพราะมาร์กซ์ ซึ่งต่อมาได้อ่านและไม่เห็นด้วย(แย้ง-Antithesis)ต่อแนวคิดแบบจิตนิยมของเขา ก็ได้ใช่วิภาษวิธี (Dialectic) พัฒนาไปสู่ทฤษฎีอีกขั้วหนึ่งที่เรียกว่า “วัตถุนิยม” หรือ Materialism

หลายคนเข้าใจผิดว่า วัตถุนิยม ที่ว่าหมายถึงพวกบ้าทรัพย์สิน บ้าหอบฟางอะไรทำนองนั้น เปล่าเลย … วัตถุนิยมในที่นี้เป็น “คู่ตรงข้าม” กับจิตนิยมแบบต่างขั้ว

กล่าว โดยย่อ(แบบย่อมาอีกที) เฮเกลพูดว่า สิ่งที่เรารับรู้(ผัสสะ)นั้นถูกจิตกำหนดให้ “เป็น” มันจึงยังมิใช่ความจริงสัมบูรณ์(จิต, ไม่เที่ยง, อนิจจัง)

แต่มา ร์กซ์มองว่า มนุษย์จะทำสิ่งใดก็เพราะได้รับอิทธิพลของสรรพสิ่ง(วัตถุ, Materials)รอบข้าง แถมมาร์กซ์ยังเห็นว่า ความคิดของมนุษย์ก็คือสิ่งที่เป็นจริงเช่นกัน (เป็นจริงในขณะนั้น)

ฝ่าย หนึ่งว่าโลกสวยด้วยตาเรา อีกฝ่ายว่าโลกมันสวยอยู่อย่างนั้นเอง หาใช่มันสวยเพราะสายตาเราไม่ ครับ, ฝ่ายหนึ่งว่าเพราะนามจึงมีรูป ฝ่ายหนึ่งว่าเพราะรูปจึงมีนาม

หลังเฮเกลเสียชีวิต ความคิดเชิงจิตนิยมถูกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่กลุ่มลัทธิเฮเกลฝ่ายขวา และกลุ่มลัทธิเฮเกลฝ่ายซ้าย

และที่เป็นประเด็นหลักที่มีความแตกต่าง กัน คือการวิเคราะห์ศาสนา

กลุ่มเฮเกลฝ่ายขวา ยอมรับว่าศาสนาเป็นสัจธรรมที่มีเหตุผล และพระเจ้าคือพัฒนาการของเหตุผลสมบูรณ์ ส่วนกลุ่มเฮเกลฝ่ายซ้าย เห็นว่าสาระของศาสนา คือความจริงที่บิดเบี้ยว การพัฒนาของศาสนาจึงมาจากด้านที่ไม่สมเหตุผล และ คำสอนของศาสนาคือ มายาคติ (myth) ที่ถูกสร้างขึ้น

ถึงตรงนี้คงเห็นแล้วว่า ฝ่ายหนึ่งต่อต้าน “มายาคติ” อย่างถึงที่สุด

http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999770.html

ทฤษฎีวัตถุนิยมต่อมาถูกนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของชนชั้น นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุโรป และต่อมาก็ถูกใช้กับกรรมกร กรรมาชน ชาวนา ในบ้านเรา

ในห้วงเวลานั้น ยุคอุตสาหกรรมในบ้านเราเพิ่งต้นได้ไม่นานนัก แรงงาน กรรมกรในโรงงานโดยกดขี่อย่างไร้ความยุติธรรมเกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ยุติธรรมที่ว่าไม่อาจหลุดลอดจากสายตากลุ่มคนผู้มีแนวคิดต่อต้านมายาคติไป ได้

ณ จุดเริ่ม, พวกเขาก่อการดีโดยการเข้าช่วยเหลือผู้เสียเปรียบเหล่านั้น แต่ต่อมาการกลับกลายเป็นว่า มีสัญญาณการลุกฮือของกรรมกรไปทุกหย่อมหญ้า คำว่าคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม (ที่ทำให้ยุโรปสั่นสะเทือน) กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาฝ่ายรัฐ

การล้อมปราบ การสร้างมายาคติผิดๆ จากฝ่ายรัฐ และถึงขนาดที่คนห่มเหลืองนายหนึ่งกล่าวว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” นั้น ทำให้เกิดความสะดวกใจในการฆ่าคนไทยกันเองมาแล้ว ฯลฯ

….

ย่อ เรื่องของ สิริอัญญา มาเล่าต่อ …
http://www.paisalvision.com/content/88-features/4695-2010-05-31-02-35-42.html

ระหว่างการต่อสู้กันของผู้มีอำนาจ และ ผู้ไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจนั้นเอง พระรูปหนึ่งกำลังเสนอแนวคิดสำคัญ อันเป็นรากฐานเป็นแก่นของพุทธศาสนาโดยแท้

พุทธทาส, ได้ปาฐกถาเรื่องวิถีแห่งพุทธธรรม และ ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม เนื้อความโดยสรุปก็คือสอนให้ถอนความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกู ไม่ติดยึดในสิ่งใด ไม่ว่าบาปบุญคุณโทษ หรือแม้แต่การบูชาพระพุทธรูป(อย่างไร้เหตุผล, ความเชื่อที่ไม่เป็นไปตามหลักกาลามสูตรนั้น อาจเป็นความงมงาย)

ความ คิดของท่านพุทธทาสเช่นนี้เองก็ถูกฝ่ายรัฐมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หรือกลายเป็นพวกเอียงซ้ายไป ฝ่ายคอมมิวนิสต์ตัวจริง ก็อาศัยช่วงเวลาเหล็กร้อนเดินเท้าออกจากป่าไปหาท่านเจ้าคุณ

แต่มีคน เล่าว่า ท่านยืนรออยู่แล้ว แถมยังแสดงธรรมอย่างแยบคายด้วยการสอบถามคล้ายหรือเหมือนกับวิภาษวิธี (Dialectic) นั่นเอง

ท่านเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า ที่จะให้ท่านไปช่วยสอนนั้น จะสามารถช่วยเหลือให้คนไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายได้หรือไม่ เป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำให้คนหมดความโลภ ความโกรธ และความหลงได้หรือไม่

… เป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำให้คนไม่เบียดเบียนกัน ไม่เข่นฆ่าประหัตประหารกัน ไม่ลักทรัพย์ ไม่เมามาย ไม่ผิดลูกผิดเมียกันได้หรือไม่ เป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำให้หมดความทุกข์ หมดความหดหู่เหี่ยวแห้งใจ หมดความอาฆาตพยาบาทต่อกันได้หรือไม่

จากนั้น(ผมเดาว่า)เมื่อท่าน เห็นเหล็กร้อนจนอ่อนตัว ท่านจึงบอกว่า ท่านปฏิญาณตนเป็นพุทธทาส ก็เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ “อุดมการณ์ของอาตมาจึงเป็นอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชน

ส่วน อุดมการณ์ของพวกท่านก็มีอุดมการณ์ว่าจะรับใช้ประชาชน เราต่างก็มีอุดมการณ์อย่างเดียวกัน เพียงแต่วิธีแตกต่างกันใช่หรือไม่”

“เมื่อ ต่างก็มีอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชนเหมือนกัน แตกต่างกันก็แต่วิธีการ พวกท่านจะให้อาตมาใช้วิธีการแบบของอาตมาหรือแบบของท่าน”

คนพวกนั้น ก็บอกว่า คอมมิวนิสต์มีอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชน แต่วิธีการของท่านเจ้าคุณให้ผลมากกว่า ก็ขอให้ท่านเจ้าคุณใช้วิธีของท่านต่อไป

มาถึงตอนนี้ท่านก็บอกว่า อุดมการณ์ไหนๆ แม้อุดมการณ์ประชาธิปไตยก็ต้องรับใช้ประชาชน ต้องถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่

… ประชาชนมีกิเลสและบ้าบอก็มีมาก ถ้าหากถือประชาชนเป็นใหญ่ และประชาชนเหล่านั้นบ้าบอคอแตกก็จะทำฉิบหายวายวอดหมด

ท่านอรรถาธิบายในกาลต่อมาว่า สิทธิเสรีภาพก็มีทั้งดี(สัมมา)และไม่ดี(มิจฉา) อย่างเช่น เสรีภาพในการรับใช้ประเทศชาติ กับ เสรีภาพในการป่วนเมือง เสรีภาพในการสร้างความแตกแยก เป็นต้น

การปกครองไม่ว่าในระบบไหน ๆ หากไม่ถือธรรมเป็นใหญ่ ไม่เคารพธรรมและไม่เป็นธรรมแล้ว การปกครองนั้น ๆ ก็ใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น

เช่นเดียวกับความสามัคคีหรือความสมานฉันท์หรือ การปรองดอง หากไม่ตั้งอยู่ในธรรม (อย่างความสามัคคีในหมู่โจร) เมื่อไม่เป็นไปโดยธรรมแล้ว ล้วนใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น

คำสอนเหล่านี้ เมื่อถึงเวลาบัดนี้ก็ยังทันสมัย และจะสามารถขีดเส้นแบ่งได้ชัดเจนว่าอย่างไหนเป็นฝ่ายสัมมา อย่างไหนเป็นฝ่ายมิจฉา และสามารถท้าทายต่อความรู้ ความคิดเห็นของบรรดานักวิชากลวงได้อย่างสง่างาม

ความ สามัคคี มีความสมานฉันท์ มีความปรองดองระหว่างธรรมกับอธรรม ระหว่างดีกับชั่ว ระหว่างผิดกับถูกนั้น ไม่มีทางปรองดองกันได้

มี แต่ต้องแสดงความถูกต้อง แสดงความถูกผิดให้กระจ่างแก่ใจคนเท่านั้น จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้

ท่านพุทธทาสจึงได้นำเสนอระบอบการปกครองที่ เรียกว่าธรรมาธิปไตย คือการปกครองที่ถือเอาธรรมเป็นใหญ่ และผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตย(แบบที่ตะวันตก) เป็นวัฏฏะอยู่ระหว่างการรัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การคอร์รัปชั่น และการรัฐประหาร ดังที่เป็นอยู่ตลอด 78 ปี ที่ผ่านมาของประเทศไทย

“ถ้าผมเอาทุกอย่างที่น้องพูดมา ไปวางไว้บนถนนที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะ น้องยังคิดว่ารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าไปไหม” …

ผมยิ้มแล้วบอกว่า “พี่เฉลยได้แล้ว”

เพื่อนรุ่นพี่คนนั้นไม่ยิ้ม พูดว่า “ความฝืดของถนนยังไงล่ะ ที่ทำให้รถเคลื่อนที่ได้”

วันนั้น ผมไม่รู้จะคัดค้านหรือเห็นต่างจากพี่เขาอย่างไร ก็ได้แต่ยิ้มรับมาไว้พิจารณา

ถ้าผมเจอกับพี่เขาวันนี้ สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ รถและถนนต่างเกื้อกูลกัน นั่นเป็นเหตุให้ผลเคลื่อนที่ไปได้ หาใช่เพราะความฝืดแต่เพียงลำพังอย่างที่พี่ว่า

เพราะมีขาวจึงมีดำ เพราะมีความวุ่นวายจึงมีความสงบ เพราะมีความเกลียดชังจึงมีความรัก เพราะมีคู่ตรงข้ามจึงมีความขัดแย้ง

ลอย ตัวเหนือ“คู่ตรงข้าม”เสีย – ก็จบกัน

ขุนอรรถ