ขม*

9:45 น.

“ตึกนิติฯ ค่ะพี่” น้องตาสวยกำลังชงลาเต้ให้
“อ้าว แล้วนั่นไม่ใช่ตึกนิติฯ เหรอครับ” ผมชี้ไปที่หลังตึกนิติฯ ติดลานพ่อขุนฯ
“นั่นก็ใช่ นี่ก็ใช่” เธอก้มหน้าคนกาแฟในถ้วยปรุง
“กวนรึเปล่าเนี่ย” ผมชักอยากกวนประสาทคนแต่เช้า
“(ยิ้มหวาน)นี่ตึกใหม่น่ะพี่” เธอเสยตาขึ้นมาตอบ

เสียงกลองทอมดังแข่งกับเสียงนัก’ษาน้องใหม่ พวกเขากำลังนั่งล้อมวงตบมือร้องเพลงตามจังหวะรุ่นพี่เคาะนำ บรรยากาศอึกทึกคึกคักอย่างนี้ ผมเกิดอยากขีดเขียนขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ผมขอนั่งร่วมกับเพื่อนชายร่วมโลกคนหนึ่ง เพราะต้องการอาศัยปลั๊กพ่วงของเขา “ยินดีครับ” เขายิ้มตอบด้วยไมตรีจิต

นี่ต่างหาก โลกไซเบอร์ของแท้ เราไม่ได้นั่งแช่อยู่แต่ในห้องพัก เรายังคงมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้่างได้ แม้จะอยู่ในบรรยากาศ “จอใครจอมัน” … น่าอภิรมย์จริงๆ

ผมดื่มกาแฟมากไม่ได้แต่ไม่ใช่เพราะหมอห้าม หมอเคยบอกว่า “ทานได้แต่อย่ามากก็แล้วกัน” ก็เพราะหมอไม่ได้ห้ามนี่แหละ ผมเลยต้องคอยห้ามตัวเอง ร่างกายที่ยังไม่พร้อมรับสารพิษในปริมาณมากๆ แสดงอาการ“ใจสั่น”ทันทีที่คาเฟอีนทะลวงผ่านเส้นเลือดเข้าไปในเซลล์

ผมนึกถึงคำสั่งซื้อลาเต้เย็นเมื่อสักครู่ …

“คาปูชิโน่เย็นครับ … เอ … คุณครับ คาปูชิโน่ กับ ลาเต้ นี่ อะไรอ่อนกว่ากัน” ตาสีน้ำตาลกับลักยิ้มนั่นทำให้ผม(ทะลึ่ง)ตั้งคำถามเช็คความเป็นบาริสต้า (Barista) สมัครเล่นของน้องเขาสักหน่อย

(ออกตัว: แบบนี้ไม่ไ้ด้เรียกว่าเจ้าชู้, Just nice to people around – แค่นั้น)

ท่าเอียงคอเท้าสะเอวแล้วหยุดคิดของเธอนี่น่าขำดีเหมือนกัน “คาร์ปูชิโน่อ่อนเพราะชงกับนม แต่ลาเต้อ่อนเพราะตัวกาแฟ อ่อนคนละแบบกันน่ะค่ะ” เธอตอบจริงจัง ผมเป็นโรคแพ้ความตั้งใจแบบนี้เสมอ

“งั้นผมลองลาเต้ ขอเปลี่ยนเป็นลาเต้เย็นครับ” ผมพูดขณะมองเธอเปลี่ยนไปหยิบกระปุกใส่กาแฟอีกอันหนึ่ง เดาว่ากระปุกแรกสำหรับคาร์ปูชิโน่ กระปุกใหม่ที่เธอหยิบออกมาสำหรับลาเต้

หลังเปิดโน๊ตบุ๊คเสร็จ ผมยกลาเต้เย็นของบาริสต้าตาสวยขึ้นมาจิบ “ขมว่ะ” (ผมคิด)

“กู … กู …” เสียงน้องๆ นัก’ษากำลังกล่าวคำขวัญเกี่ยวกับพ่อขุนหรืออะไรสักอย่างดังขึ้น ต่อด้วยเพลงเชียร์และท่าทางประกอบต่างๆ ที่พอจะบอกได้ว่ากิจกรรมเชียร์กำลังจะจบลง เสียงรุ่นพี่พูดผ่านโทรโข่งว่า “โอเค เดี๋ยวไปไหว้พ่อขุนกัน”

ผมยิ้มเมื่อคิดว่า คนเรียนได้แต่ 100 หน่วยกิตแต่ไม่ทำเรื่องรับอนุปริญญาอย่างผม ก็ได้ดีเหมือนกัน พ่อขุนฯ สอนผมว่า รามฯ เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ไม่เฉพาะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียน แต่ยังหมายถึงการเปิดใจให้กว้างๆ ด้วย

กลับมาที่เรื่องกาแฟอีกครั้ง เมื่อวานผมนั่งพูดคุยสั้นๆ กับใครคนหนึ่งเรื่องร้านกาแฟ “จะเปิดร้านกาแฟ แต่เป็นคนไม่กินกาแฟ” เขากล่าวคำลอยลมมาเข้าหูโดยเจตนาหรือเปล่าไม่รู้

ใช่. ไม่เฉพาะกาแฟหรอก ข้าวปลาอาหารหากไม่มีรสชาติผิดเพี้ยนไปจนเกินรับ ผมไม่อาจจำแนกแยกแยะได้ว่าร้านนี้อะไรอร่อยกว่าร้านโน้น จานนี้โดดเด่นกว่าจานโน่นอย่างไร

“กาแฟถ้วยนี้เปรี้ยวพอประมาณ มีมวลดี ไม่หนักไปหรือเบาไป หน่วงลิ้นพอใช้ได้ แม้ไม่หอมสะอาด แต่หอมลึกบั้นปลาย โดดเด่นที่มีความกึ่มค่อนข้างยาว” คำวิจารณ์กาแฟแบบนี้ ผมก็ไม่มีความสามารถ

ผมมีแค่ความรู้เล็กๆ เกี่ยวกับกาแฟว่า กาแฟมีบุคลิกภาพ (Character) 4 อย่างที่เราสัมผัสได้ด้วยอายตนะทั้ง 6 ได้แก่ ความเปรี้ยว (Acidity), มวล (Body), กลิ่น (Aroma) และ ความกึ่มติดคอ!! หรือ After taste!

แถมด้วยความรู้เท่าหางอึ่งที่ว่า …

Espresso (1-shot) = Espresso!
Espresso (1-shot) + วิปครีม = Espresso Con Panna
Espresso (1-shot) + ฟองนม = Espresso Macchiato (มัคคิอาโต)
Espresso (1-shot) + นม 1 ส่วน + ฟองนม = Cappuccino
Espresso (1-shot) + นม 2 ส่วน + ฟองนม = Caffe Latte
Espresso (1-shot) + นม 1 ส่วน + Mocha syrup = Caffe Mocha
Espresso (1-shot) + น้ำ 2 ส่วน = Caffe Americano

ใครชอบของเย็นให้สั่ง Iced Cappuccino, Iced Caffe Latte, Iced Caffe Mocha หรือ Caffe Americano คนชงจะเพิ่มความหวานมันอีกเล็กน้อยเพื่อแลกกับความเย็นที่ได้มา

ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ลาเต้ตรงหน้าที่ซื้อมาเป็นเพื่อนยังอยู่เท่าเดิม กาแฟเป็นเพื่อนแก้เหงาได้เวลาอยากเหงา และจะเหมือนโกวเล้งกล่าวถึงเหล้าหรือเปล่าก็ไม่รู้

“โคมไฟริบหรี่ แสงเลือนราง สุราเหลืองขุ่นนี่มิใช่สุราดี แต่สุราดีหรือเลวหาได้อยู่ที่ตัวมันไม่ กลับอยู่ที่ท่านดื่มมันเวลาใด หากเป็นคนที่คับแค้นรันทดจนสุดซึ้ง แม้มาตราว่าเป็นเมรัยรสเลิศในดินแดน ยามล่วงล้ำลำคอ ก็ขมฝาดจนบอกไม่ถูก”

ขุนอรรถ

ปล.บางส่วนเคยเขียนไว้นานแล้ว