แค่นั้น*

“อยากเขียนหนังสือจะเริ่มอย่างไรดีครับ”
“ก็แค่เริ่มเขียน, เท่านั้น”

“เขียนหนังสือนี่เขียนอย่างไรครับ”
“ให้คิดเสียว่า กำลังเขียนจดหมายถึงใครสักคน, แค่นั้น”

ผมจำบทสนทนานี้จากหนังสือเล่มไหนหรือหนังเรื่องอะไรจำไม่ได้แล้ว ได้แต่นำมาใช้กับกำหนด “ที่ตั้ง” อันเป็นจุดยืนในการเขียนหนังสือแทบจะทุกครั้งตั้งแต่นั้นมา

การเขียนแนวบอกเล่าสถานการณ์ (Situation writing) ก็คล้ายหรือไม่ต่างอะไรกับการเขียนหาใครสักคนอย่างเขาว่า จะต่างกันก็ตรงที่ผมยังไม่แน่ใจว่าเธอคนนั้นจะได้อ่านหรือเปล่า หรือถ้าได้อ่านอีกทีหลังสถานการณ์ที่ว่า อย่างนั้นคงไม่สนุกแน่

… ก็เพราะไม่สนุกนี่แหละ ผมลงมือเขียนทันทีที่กลับมาถึงห้องพัก!

ก่อนทานอาหารเช้าวันนี้ ผมตัดสินใจเดินออกไปนอกโรงแรมไปแทรกซึมกับชาวบ้านแถวๆ นั้น ผมต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในกรุงโฮจิมินห์แห่งนี้

บนถนน, รถจักรยานยนต์มากเหลือเกิน ผมก็รู้สึกว่าน้อยกว่าครั้งก่อนที่เคยมา แต่ผมเห็นได้ชัดคือ “คุณภาพชีวิต” ที่ดีกว่า ข้อเสียอย่างเดียวของนักบิดในกรุงโฮจิมินห์นี้ ทั้งที่ไม่มีไฟแดง, พวกเขาขี่จักรยานยนต์ฉวัดเฉวียนไปมาเรียกเสียงแตรได้ทั่วเมือง!

ขณะที่ผมนั่งเขียนอยู่นี่ เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว เสียงแตรยังคงทะลุรอดผ่านกระจกนิรภัย 2-3 ชั้น มาให้ได้ยินแต่อาจมีปริมาณน้อยกว่ากลางวันเล็กน้อย

บริเวณหน้าโรงแรมงตอนเช้า เราจะเห็นผู้คนนั่งยองๆ กับเก้าอี้พลาสติกเตี้ยๆ กินไข่กระทะบ้าง กินเฝอบ้าง กาแฟกับขนมเค้กหน้าตาบ้านๆ แต่ชิ้นใหญ่บ่ะเริ่มก็มีขาย ร้านกาแฟบ้านเขาก็มีอย่างนี้ให้เห็นแทบทุกถนนหนทาง

หากมีใครถามผมจะบอกว่า เวียดนามตอนนี้เหมือนอยู่ในช่วงโฮโมนตื่นตัว ผู้ปกครองที่สั่งสอนกันมายาวนานก็ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ อย่างที่เคยเล่าให้ฟังเมื่อตอนก่อน รักน่ะคงรักบ้าง แต่จะหวังดีแบบพ่อแม่ที่ไม่เคยมีเงื่อนไขหรือเปล่านั้น ไม่แน่ใจ

วัยรุ่นคนนี้เราอาจมองดูว่ากร่างเสียเหลือเกิน แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมองเขาจากมุมมอง(ของคุณ)แบบไหน แน่นอน! ก็เพราะว่ามนุษย์เราสวยงามทั้งนั้น สุดแต่ว่าคุณมองเขาในด้านเข้าตาเราหรือเปล่า …

ตั้งแต่ก่อนแดดทอแสงส่องลงมาแตะพื้น ผมเดินเล่นๆ ไปรอบๆ โรงแรมสัก 2-3 บล็อก และรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในตัวเมืองต่างจังหวัดนี่แหละ รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แค่ไม่ได้อยู่กับคนที่เรารัก และก็ไม่ได้อยู่กับคนที่รักเรา – น้ำเน่าดีใช้ได้

นานแล้วผมไม่ได้ทำอะไรคนเดียวแบบนี้ … รู้สึกดีแบบเหงาๆ

หรือฮอร์โมนของผมจะทำงานไม่ปกติ แค่ได้ยินเรื่องบ้าบอคอห่านนิดเดียว ความอดทนของผมคงลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย อะไรไม่เคยให้อภัยได้ก็ให้อภัยเขาเสียอย่างนั้น และอะไรที่เคยให้อภัยง่ายๆ กลับไม่มีคำพูดออกไปหน้าตาเฉย

สิ่งหนึ่งที่ก่อตัวขึ้นมาทดแทนความอดทน ก็คือ ความสามารถในการอยู่กับตัวเอง ผมทำได้ดีขึ้นมากอีกต่างหาก

เปล่า. ผมยังต้องการใครสักคนเอาอกเอาใจไม่ต่างจากเมื่อก่อน แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อไม่มีใครเอาใจ ผมก็สามารถอยู่ตัวเองได้ อยู่กับเรื่องบางเรื่องได้นานจนลืมทานอาหารเช้าไปเลยทีเดียว … โดยไม่ต้องพูดจาอะไรกับใครเลย

ขุนอรรถ