บางที*

10:10 น.

ผมกลับมานั่งใต้ตึกนิติศาสตร์อีก ที ห่างจากคราวที่ผ่านมาเกือบเดือ นหรือกว่านั้น วันนี้ผมสั่งโกโก้เย็นแทนคาปูชิโนเย็นเพราะอากาศไม่เป็นใจ

ฝนคงกำลังไล่ตกมาจากทิศไหนทิศหนึ่ง ลมพัดเย็นและต่อเนื่องยาวนานก ว่าคราวก่อนจนรู้สึกได้ ส่วนโกโก้เย็นก็หวานเกินไปจนไม่อยากยกจิบอีกเลย – “ตัดสินใจผิด” นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังบอกตัวเอง

นักศึกษาหลายคนแยกย้ายกันตามโต๊ะ ม้าหินคร่ำเคร่งอ่านหนังสือ เล่มหนา บางกลุ่มเหมือนมีรุ่นพี่มาติวข้อ สอบให้ และหลายคนนั่งคุยกันเหมือนไม่ม ีการสอบในเร็ววันนี้ น้องผู้ชายเด็กปักษ์ใต้นั่งถัดจากผมไปหน่อยกำลังดูหนังแผ่น …

“เป็นอะไรมาคะ” จู่ๆ ผมก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จักษุแพทย์สาวใหญ่อายุอานามเท่า ไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าอาวุโสกว่าผม เธอถามผมทันทีที่นั่งลงตรงหน้าเครื่องตรวจสายตาและยกมือไหว้ตามธรรมเนียม

“ตาขวาผมมีปัญหาการมองเห็นครับ มันไม่ชัด เหมือนมีใครเอาสีสเปรย์มาพ่นบนเลนส์แว่นสายตาเป็นจุดจางๆ ขนาดประมาณเหรียญบาท มองไปทางไหนก็มีแผ่นสีน้ำตาลจางๆ ขวางสายตาอยู่ ด้านซ้ายปกติดี”

ผมอธิบายตามที่เรียบเรียงมา ผมไม่ชอบอธิบายอะไรสองครั้ง โดยเฉพาะเมื่อใดก็ตามที่คนฟังต้อง เอียงหูเข้ามาแล้วบอกว่า “อะไรนะ”

“ขอหมอดูตาให้หน่อย” เธอชี้ให้ผมวางคางลงบนเครื่องมือตรงหน้า การตรวจจะต้องใช้ลำแสงสำรวจส่วนประกอบด้านในลูกตา แสงที่ว่าแยงเข้ามาจนทำให้รู้สึก ต้องหยีตาใส่

ดูตาซ้าย และตาขวาอยู่สักพัก หมอบอกว่า “หมอเห็นได้ไม่ถนัด คงต้องหยอดยาเพื่อขยายม่านตา หมอจึงจะเห็นเข้าไปได้ลึกกว่านี้ … พาออกไปหยอดตา” ประโยคสุดท้ายหมอบอกพยาบาลสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่ยืนรออยู่

ยาหยอดเพื่อขยายม่านตาทำให้แสบ นิดหน่อย ผมต้องหลับตาเอาไว้ ก่อนพยาบาลจะนำไฟฉายมาส่องดูเพื่อให้แน่ใจว่าม่านตาขยายแล้ว … “เชิญค่ะ” พยาบาลคนเดิมบอกให้ผมเดินเจ้าห้อง ตรวจอีกครั้ง

เครื่องมือเดิม วิธีการตรวจแบบเดิม และหลังจากตรวจแล้ว หมอพูดยาวกว่าเดิมอีกด้วย “หมอค่อนข้างแน่ใจว่า อาการที่คุณอธิบายมาเกิดจากมีน้ำรั่วจากบริเวณส่วนรับภาพด้านหลังลูกตาเข้ามาข้างใน ทำให้คุณมองเห็นไม่ชัด …

… อาการนี้ไม่มีสาเหตุชัดเจน แต่ส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากความเครียด เกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เกิดกับชายวัยกลางคนน่ะค่ะ อายุน้อยกว่านี้หรือมากกว่านี้ ก็ไม่ค่อยพบ

อ้อ อาการนี้มักเกิดกับคนที่ภาษาฝรั่ง เรียกว่า เพอร์เฟคชั่นนิส (Perfectionist) …” ถึงตรงนี้ผมเริ่มยิ้มและหัวเราะออกมาในที่สุด

“จริงๆ ค่ะ หมอไม่ได้พูดเอง เขาเขียนไว้ในหนังสือหลายเล่ม คนพวกนี้ไม่ค่อยยอมให้อะไรผ่านไปง่ายๆ ไม่เสร็จต้องเสร็จ และต้องเสร็จสมบูรณ์แบบด้วย พวกนี้แอบเครียดค่ะ”

ผมได้แต่ยิ้มสลับหัวเราะในขณะ ที่หมอพยายามอธิบายวนไปวนมา เพื่อให้ผมเข้าใจและไม่ต่อต้าน คำแนะนำของเธอ

ผมไม่ต้องต่อต้านหรอก ผมเป็นคนอย่างที่เธอว่าก็จริง แต่แอบคิดว่าดีกรีความเครียดไม่น่าจะหนักหนาสาหัสอะไรเหมือนที่หมอพยายามจะ “ทำนาย” ผมอยู่ในเวลานั้น

“แต่ไม่เป็นไรค่ะ อาการนี้เป็นเองหายเองได้ภายใน 6-8 สัปดาห์ แค่อย่าอดนอน อย่าเครียดอย่างหมอว่า … ปล่อยวางซะบ้าง” คราวนี้ผมหัวเราะดังกว่าเดิม นั่นยิ่งทำให้หมอพูดต่อ

“จริงค่ะ ปล่อยวางบ้าง น๊อตติ้งเพอร์เฟคน่ะค่ะ อะไรๆ ก็ไม่สมบูรณ์แบบทั้งนั้น หน้าที่การงาน ชีวิต ความเป็นอยู่ คู่ครอง แม้กระทั่งตัวเราเอง หมอพูดจริงๆ นะคะ ปล่อยวางบ้าง”

เธอพูดอะไรอีกหลายอย่าง นัดหมายพบกันอีกครั้ง 2 สัปดาห์ถัดไป พร้อมให้วิตามินมากิน ให้ยายนอนหลับโดสอ่อนๆ อีกด้วย

… เวลาผมเครียด ผมจะจัดการกับมันได้หลายทางวิธี วิธีหนึ่งผมชอบใช้คำว่า “บางที” นำหน้า เหมือนเวลาเขียนอีเมล์หาคู่ค้า – Perhaps จะเป็นคำนำหน้าประโยคที่ผมอยากชี้ให้คนอ่านเห็นโอกาสหรือแม้กระทั่งความเสี่ยงบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ในเรื่องนั้น

“โอกาสและความเสี่ยง” เป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง แต่ถ้ารู้จักคิดและใช้มันให้เป็น มันจะกลายเป็นยาลดความเครียดชั้นดี

บางที ผมอยากกลับไปบอกหมอว่า “ผมไม่ใช่ Perfectionist หรอก, Perhapsionist ต่างหากที่ผมเป็น”

ขุนอรรถ