เปรี้ยว*

8:50 น.

เครื่องดื่มสำหรับเช้าวันนี้ไม่มีอะไรเก๋ๆ แบบมอคค่า ลาเต้ คาปูฯ คายิ่งลักษณ์ (มุกแป้ก) คาอะไรก็ไม่มีทั้งนั้น ผมเสิรฟ์ตัวเองเงียบๆ บนโต๊ะกินข้าวด้วยเครื่องดื่มร้อนของคนรวยจัด, น้ำข้าวโอ๊ตผสมกับลูกบัว!

เหตุเกิดเพราะสามสี่วันก่อนไปฟังสัมมนาเกี่ยวกับการเปิดตลาดไปยังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด๊อกเตอร์สาวบนเวทีเธอว่า “คุณรู้ไหม อยากรู้ว่าใครรวยจริงไม่จริง รวยใหม่หรือรวยมาแต่ไหนแต่ไร-ดูไม่ยาก ถ้ายังสะพายกระเป๋าแบรนด์ดังอย่างกุ๊ดชี่กุ๊ดจี่ หรือชานมชาแนลอะไรแบบนั้น ใครก็รู้กันว่าคนพวกนี้เพิ่งรวย!

… พวกรวยจริง รวยขั้นเทพ หรือเข้าข่าย‘พวกเบบี้แบ’ คือยังเป็นเบ่บี๋เงินเดือนเรือนแสนไม่พอใช้ ยังอาศัยมรดกท่านปู่ท่านย่าซื้อบ้านซื้อทัวร์อยู่ล่ะก็ นี่สิรวยแท้ ไม่รวยเทียมแบบ‘พวกเบบี้บูม’ที่ยังต้องวิ่งจ่ายค่างวดสารพัด ไม่เชื่อลองสังเกตดู พวกรวยจริงหิ้วกระเป๋าผ้ากันทั้งนั้น”

บ้าแล้ว! ด๊อกเตอร์สาวเธอหมายถึงกระเป๋าผ้าลดโลกร้อนนั่นแหละ เธออธิบายว่าคนกลุ่มนี้ก้าวข้ามความอวดมั่งอวดมี พอกหน้าพอกตัวด้วยสินค้าและเครื่องสำอางค์แบรนด์ดัง เซฟเงินหลายหมื่นค่ากระเป๋ากุ๊ดจี่ไปหา‘หมอแมะแตะละพัน’กันสนุกสนาน

อย่าขำไป หมอแมะแตะละพันนั่นสั่งตรงมาจากเขาเหลียงซานทีเดียวเชียว หมอเชี่ยวชาญขนาดแตะมั่บเข้าที่ข้อมือ หลับตาพริ้มอ่านสัญญาณชีพ(จร) แล้ววินิจฉัยโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นฉากๆ แบบที่เครื่องอัลตร้าซาวด์หรือซีทีสแกนทั้งหลายต้องอายม้วน

ด๊อกฯ ว่า คนรวยจริงก้าวข้ามการซื้อที่(ดิน)สะสมเก็งกำไรอย่างกับบรรดานักการเมืองทำมาหากินกัน แต่เขาซื้อไว้เพื่ออยู่! คนรวยจริงอยากอยู่ใกล้ธรรมชาติขนาดสามารถสัมผัสกับจิตวิญญาณความเป็นหนึ่งเดียว น่าจะเป็นอะไรๆ ประมาณเดียว‘ริว จิตสัมผัส’

ผมยกน้ำข้าวโอ๊ตผสมกับลูกบัวขึ้นจิบ พลางคิดว่า “นี่ผมกำลังองุ่นเปรี้ยวอยู่หรือเปล่า?”

นิทานอีสป(สันนิษฐานว่าเป็นอีสปเป็นผู้หญิง-เหมือนด๊อกฯ) มีเรื่องหนึ่งเล่าว่า หมาจิ้งจอกอยากกินองุ่นลูกอ้วนๆ ฉ่ำๆ ห้อยเต้าห้อยตัวอยู่บนเถา แต่มันปีนขึ้นไปเอาลงมากินไม่ได้ ใครผ่านไปผ่านมาเห็นหมาจิ้งจอกทำหน้าเศร้า แทนที่จะบอกเล่าความจริงในใจ มันกลับบอกใครๆ ว่า “เปล่าๆ ฉันไม่ได้เศร้าที่ขึ้นไปเอาไม่ได้ แต่องุ่นเปรี้ยวน่ะ อย่าไปกินมันเลย เชื่อฉัน!”

น้ำข้าวโอ๊ตผสมกับลูกบัวของผมหมดพอดี เอาเถอะ ใครจะว่าผมเป็นพวกองุ่นเปรี้ยวก็ช่าง เปรี้ยวหรือไม่เปรี้ยวไม่มีใครรู้ได้นอกจากเรา วัยรุ่นโย่ๆ บอกว่า “มันเป็นอินเนอร์, man!” เป็นเรื่องของใครของมัน ว่างั้น

ส่วนถ้าเป็นพระสงฆ์ คงเพราะท่านโย่ๆ ไม่ได้ ท่านจึงอธิบายเป็นภาษาพระว่า “ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คือ เป็นวิสัยของวิญญูชนจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตน ต้องทำจึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนนี่เอง”

– Directly experienceable by the wise.

ขุนอรรถ