สัมพัทธ์*

9:34

วันก่อนมีเพื่อนกึ่งบ่นกึ่งถามถึงรถกินน้ำมันมากกว่าปกติ ผมก็เลยกึ่งถามกึ่งตอบไปว่า ปัจจัยที่ทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกติคือ สภาพรถยนต์ของเรา สภาพการจราจร และลักษณะในการขับขี่

แต่ถ้าให้ตอบอีกทีผมอยากตอบว่า ปัจจัยที่ทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกติคือ สภาพรถยนต์ สภาพการจราจร และสภาวะจิตในเวลานั้น!

แม้รถยนต์จะไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่รถยนต์ที่ขาดการดูแลเอาใจใส่ย่อมส่งผลอย่างหนึ่งอย่างใด – อย่างที่รู้กัน ส่วนสภาพการจารจรนั้นเป็นเรื่องที่เราเลือกได้บ้างไม่ได้บ้าง เช่น เลือกที่จะตื่นเช้ากว่าปกติ เลือกที่จะใช้ทางด่วน เรื่องโรงเรียนใกล้บ้านให้ลูก อะไรอย่างนี้เป็นต้น

แต่ที่อยากจะชวนสนทนาต่อในวันนี้ คือ สภาวะจิต

สภาพจิตของเราขณะขับรถก็สำคัญและน่าจะเกี่ยวข้องโดยตรง(แต่เกิดผลทางอ้อม)กับ อัตราการบริโภคน้ำมันนะ ผมว่า เวลาผมล้างรถใหม่ๆ ผมจะรู้สึกว่ารถของเรามันช่างน่าขับเสียนี่กระไร เมื่อคิดได้อย่างนั้น ผมจะขับขี่มันด้วยความเอาใจใส่กว่าเวลารถเต็มไปด้วยคราบเลอะ หลุมบ่อนิดหน่อยก็หยอดให้ ไม่กดคันเร่งผ่านไปเหมือนคนขับเท๊กซี่เช่ารายวัน

หรือบางทีรถของเรามีอาการปั่นป่วนรวนๆ บ้าง ถ้าเราคิดว่ารถเก่าก็ต้องดูแลกันไป เหมือนเพื่อนเหมือนแฟนเวลาขุ่นใจกันก็ต้องพยายามหาทางรอมชอม มิตรภาพนี่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตอย่างเดียว – ผมว่า

การเรียนรู้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของสิ่งของรอบตัวเป็นเรื่องน่าพิจารณา กล้องถ่ายรูป ทีวี มือถือ รถยนต์ที่เราใช้นั้นต่างก็มีจุดแข็งจุดอ่อน ตอบโจทย์ได้บางเรื่อง บางเรื่องมันไม่มีคำตอบให้ แถมบางเรื่องเต็มไปด้วยคำถาม

รถสัญชาติยุโรปที่มีน้ำหนักมากกว่ารถ สัญชาติเอเชียทั้งหลาย จะด้วยเหตุผลทางภูมิประเทศหรืออะไรไม่ทราบได้ ข้อเสียของรถน้ำหนักมากคือเราต้องกดคันเร่งต้านแรงเฉื่อยมากกว่ารถน้ำหนัก เบา แต่ข้อดีล่ะ?

ใช่, เรื่องบางเรื่องเมื่อเราใช้ตรรกะหรือข้อมูลวิทยาศาสตร์จบแล้ว จะผิดอะไรหากจะหยิบเอาอารมณ์ความรู้สึกมาใช้บ้าง

ไอสไตน์บอกว่า แม้จะเป็นนาฬิกาเรือนเดียวกัน แต่เวลาที่เราใช้ไปกับหญิงสาวที่รักจะเดินเร็วกว่าเวลาที่หมดไปกับคนที่เรา ไม่ชอบ(ขี้)หน้า นี่คือทฤษฎีสัมพัทธภาพหรืออะไรก็ช่าง แต่มันก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในใจไม่ใช่หรือ?

ชวนคุยสั้นๆ เท่านี้

ขุนอรรถ