ดื้อ*

17:33 น.

“ขอโทษนะครับ ผมอยากให้คุณช่วยจอดรถหลบๆ หน่อย”

ผมหันไปมองรถยกสูงไฮโซสีน้ำตาลผู้ดีของเขาสลับกับรถคันอื่นๆ แถวนั้น

“เหรอครับ เอ ผมว่าผมก็จอดแนวเดียวกับคันหลังนั่นนะครับ” สำเนียงทองแดงอ่อนๆ ทำให้ผมเบาใจและหนักใจยังไงพิกล

คงเพราะคุณพ่อผมเป็นคนปักษ์ใต้ ส่วนคุณตาผมสืบสายสกุลมาจากขุนนางใหญ่เมืองถลาง แม่บอกว่าพวกเราเป็นตระกูลหัวดื้อ

“ไม่หรอกครับ คันหลังนั่นเขาจอดชิดฟุตบาธ แต่หน้าบ้านคุณไม่มีฟุตบาธ ช่วยจอดแอบหน้าบ้านเหมือนคันอื่นๆ สักหน่อยดีไหมครับ”

แดดร่มลมตกอย่างนี้ บนถนนสองเลนหน้าทาวเฮ้าส์มีคนออกมาเดินคุยกัน จ๊อกกิ้ง จูงหมา แล้วก็มีคนแอบเหลือบตาดูผมสนทนากับคู่กรณีที่เพื่อนบ้านหลายคนรับรู้

“แล้วทำไมคุณจอดห่างหน้าบ้านล่ะครับ” เขาถามยิ้มๆ พร้อมชี้ให้ดูหลักฐานคันสีดำ

ผมรู้ว่าเขาต้องเล่นงานผมประเด็นนี้ตั้งแต่ก่อนเดินมาคุยแล้ว “เออ คือขอพูดตรงๆ นะครับ ผมจอดประชดคุณนั่นแหละ” ผมเปิดใจไปก่อน

เขาหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “คุณคิดมากนะ ผมว่า”

“คิดมากสิครับ คิดตั้งนานก่อนจะเดินมาพูดกับคุณนี่ไง (ผมยิ้มไม่สุด) ความจริงก็อยากพูดด้วยนานแล้ว แต่จังหวะไม่ตรงกันซักที”

เขาหันไปมองสภาพถนนในโครงการฯ ก่อนพูดขึ้นว่า “… คือผมจอดห่างประตูรั้วหน้าบ้านเพราะบางทีต้องเข็นมอเตอร์ไซด์ออกมาใช้ เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ใครจอดหลบได้ก็หลบ หลบไม่ได้คันมาทีหลังก็ช่วยๆ กันจอดหลบ”

“ไม่ดีครับ (ผมตอบทันที) ผมกลับเข้าบ้านดึกกว่าคุณ นี่ก็จะสองปีแล้วไม่เคยเห็นคุณจอดหลบเลย ผมก็ขี้เกียจจอดหลบแล้วด้วย …”

(เขากำลังจะอ้าปากพูดแต่ผมแทรกว่า) “… บ้านคุณมีรถสองคัน มอเตอร์ไซด์อีกหนึ่ง ตั้งแต่คุณมาอยู่นี่ ผมยังไม่เคยเห็นคุณเอารถจอดในบ้านเลยนะครับ”

ผมมองเข้าไปในลานจอดรถของเขา โครงการนี้ออกแบบให้มีที่จอดรถได้สองคัน แต่บ้านเขาวางชุดเก้าอี้สนาม กระถางต้นไม้มากมายกับเอาไว้จอดมอเตอร์ไซด์คันที่ว่า

ผมคงเสียงดัง เพื่อนบ้านอีกหลังจึงเดินเข้ามาสบทบ

“ไม่มีอะไรหรอกครับ กำลังตกลงกันว่าจะจอดกันอย่างไรดี” เขาสนิทกับเพื่อนบ้านที่เพิ่งเดินเข้ามา รู้ได้จากภาษาถิ่นที่เขาสื่อสารกัน

“ตกลงคุณช่วยจอดหลบหน่อยนะครับ คุณจอดหลบผมก็หลบด้วย แต่ถ้าคุณจอดห่างผมก็ห่างด้วย” ผมยื่นข้อเสนอให้เขาต่อหน้าพยานหนึ่งคน

“ไม่เห็นคุณตัองใช้วิธีนี้ …” เขาตอบโต้กลับมาได้ประโยคเดียว ผมก็สวนทันที “ผมเลือกใช้วิธีตามประเภทของคนน่ะครับ”

สังเกตุเห็นเพื่อนบ้านยิ้มไม่ออกแล้วตอนนี้

“งั้นก็ไม่เป็นไรครับ ใครอยากจอดยังไงก็จอดตามสบายแล้วกัน” เขาทำหน้าเซ็งและถอนหายใจเสียงดัง

“ไม่ดีหรอกครับ เรามาทำเพื่อคนอื่นกันเถอะ” ผมยิ้มสู้

แดดหมดแล้ว เพื่อนบ้านสาวสับขาจ๊อกกิ้งช้าลงเมื่อวิ่งผ่านวงสนทนาบนถนนของเราสามคน

“ถ้าคุณอยากทำเพื่อคนอื่น คุณก็จอดหลบ ก็แค่นั้น” เป็นครั้งแรกที่เขาพูดอย่างมีอารมณ์ตามด้วยอาการกระสับกระส่าย

แปลกดี เวลาคนปักษ์โกรธนี่ทำไมสำเนียงทองแดงสามารถเข้มข้นขึ้นได้

“ก็นี่ไงครับ ผมถึงบอกว่ามันเป็นเรื่องยากที่ผมต้องคิดให้มากก่อนมาคุยกับคุณ” ผมอธิบายซ้ำ ส่วนเขาเลิกคิ้วยกไหล่แทนออกเสียงคำว่า”ทำไม”

“ก็เพราะผมรอให้คุณคิดได้เองต่อไปไม่ไหว ครั้นจะปล่อยให้คุณจอดกินพื้นที่ถนนแบบนี้ต่อไป ผมก็ทนถูกคนอย่างคุณเอาเปรียบไม่ได้เหมือนกัน” ผมให้เหตุผล

เขาส่ายหัวกับความเรื่องมาก ความช่างคิดหรือช่างแค้นของผม หรืออะไรก็ช่าง ผมบอกกับเพื่อนบ้านสักขีพยานคนนั้นว่า “คุณคงได้ยินหมดแล้ว ผมต้องขอโทษคุณด้วยถ้ารถผมจะจอดกินพื้นที่ถนนบ้าง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาจอดหลบ ผมจะไม่มีวันจอดรถอย่างที่คุณเห็นตอนนี้

วันก่อนๆ ผมไม่แน่ใจว่าถูกเอาเปรียบหรือเปล่า แต่หลังจากคุยกัน ผมรู้แล้วว่าใช่ เพราะถ้ารู้ตัวว่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ก็ยังไม่คิดแก้ไข เหตุผลอะไรก็ไม่สำคัญแล้วล่ะครับ”

(ผมละสายตาจากพยานมาสบตาคู่กรณี) “ผมถูกสอนมาว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนเอาเปรียบ ก็จะมีคนเสียเปรียบเสมอ

… ถ้าผมปล่อยเรื่องนึ้ไป โดยการจอดหลบเสียเอง ก็เหมือนผมปล่อยให้มีคนแซงคิว แม้ผมจะไม่เดือดร้อน แต่คนข้างหลังอาจเดือดร้อนเพราะการเพิกเฉยของผมก็ได้”

ไฟถนนสว่างจากด้านหน้าหมู่บ้านไล่เข้ามาจนถึงหลังสุดท้าย ลมอำมหิตวูบผ่านวงสนทนาเอื่อยๆ คู่กรณีไม่พูดอะไร ผมกล่าวขอบคุณผู้ร่วมสนทนาแล้วเดินเข้าบ้านผ่านรั้วเหล็กเตี้ยๆ มา

เมื่อปิดรั้วแล้ว ผมกล่าวสรุปมติที่ประชุมไปตามความเคยชินว่า “เอาตามที่ตกลงกันนะครับ คุณหลบผมก็หลบ คุณขวางผมก็ขวาง ขอบคุณครับที่อดทนฟัง”

ครับ, ยอมรับว่าดื้อ แต่ถ้าดื้อแล้วนำไปสู่สิ่งดีงามก็ดื้อเถอะ

ขุนอรรถ