(ต้น)เหตุ*

7:28 น. 

เมื่อวานเพื่ิอนร่วมงานถามว่า “ลูกพี่ไร้คุณธรรม ทำไงพี่” 

“ลาออก” ผมตอบ 

“โห แรงไปไหม” เธอถาม 

“แล้วไร้คุณธรรมที่ว่ามันร้ายแรงหรือเปล่า” ผมเสนอ เห็นเธอเงียบ เลยขอให้เล่ารายละเอียดมา 

“ชีโปรดแต่ลูกน้องชาย ชอบเอารถบริษัทไปใช้ เอาแต่ใจไม่ค่อยฟังเหตุผล โดยเฉพาะเหตุผลของลูกน้องฝ่ายหญิง (เธอหายใจเฮือกใหญ่แล้วซัดต่อ) 

ระเบียบขั้นตอนที่มีก็เปลี่ยนหมด จริงๆ คือไม่ชอบอยู่ในกฏระเบียบ อ้างโตมาจากสายการตลาดเลยต้องคิดนอกกรอบ กรอบบ้าอะไรพี่อย่่างนี้เรียกนอกคอก 

พอทีพนักงานคนอื่นเราอยากให้อยู่ในระเบียบ อ้อ แต่ยกเว้นพนักงานชายที่ชีควงไปไหนมาไหนด้วย ชีออกตัวแทนว่าลักษณะงานต่างกัน …” 

เธอกำลังจะอ้าปากจัดหนักมาอีกชุดทำอย่างกับหายใจทางเหงือก ผมเลยยกมือห้ามไว้ก่อนแล้วขอแทรกว่า “ให้เอาผลมาเป็นเหตุ” 

เธองง! 

ผมชี้แจงต่อ “คืองี้ การแก้ปัญหาโดยไม่รู้เหตุของปัญหานั่นแหละคือปัญหา และยิ่งที่เราคิดว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นเหตุของปัญหาน่ะ แต่จริงๆ มันยังเป็นแค่ผลของปัญหายิ่งเป็นปัญหาเข้าไปใหญ่” 

คราวนี้ตาลอย งงหนักกว่าเก่า!! 

ผมเปลี่ยนวิธีอธิบายดีกว่า “สมมุติว่า ชีจะชอบเอารถบริษัทไปใช้ยังไงก็ช่างชี แต่เมื่อเกิดผลกระทบกับงานตรงๆ อย่างเช่น ไม่มีรถต้องไปเช่ารถ ทำให้ยอดเงินจ่ายค่าเช่ารถสูงขึ้นจนฝ่ายการเงินทักท้วง(หรือด่า)มาเมื่อไหร่ ก็ให้หยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุให้แก้ไขกันไปตามเหตุ” 

เมื่อเรานำผลมาเป็นเหตุชั้นแรก แล้วค่อยๆ แก้ไขตามเหตุทีละชั้นค่อยๆ ลึกลงไป ในที่สุดก็จะเจอต้นเหตุเอง …

จริงอยู่ เราอาจเป็นคนทำงานเก่งมากจนสามารถรู้”ต้นเหตุ”ได้ทันที่เกิดปัญหา และเสนอให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุทันที แต่วิธีที่ว่ามักแก้ปัญหาไม่ได้เพราะไม่มีใครยอมรับว่าเป็นตัวปัญหา โบ้ยกันไปเป็นทอดๆ ก็ลองเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาแบบค่อยๆ ย้อนหาเหตุลงไป

แม้วิธีนี้อาจไม่ทันใจ แต่ถ้ามันแก้ปัญหาได้ก็น่าลอง 

ขุนอรรถ