เม้าส์*

ผมเป็นคนต้องใช้เม้าส์นะครับ เมื่อใดก็ตามที่ได้เปิดฝาโน๊ตบุ๊คขึ้นมาแล้วบรรเลงกิจกรรมต่างๆ ลงบนคีย์บอร์ดโดยไม่มีเม้าส์นี่ เหมือนกินแกงส้มไม่ใส่ปลาช่อนยังไงยังงั้น

แต่จนถึงพารากราฟที่สองแล้ว ไม่มีเม้าส์ไวเลสสีแดงเปิดไฟทิ้งไว้ปรากฏข้างๆ โน๊ตบุ๊คเหมือนเคย

… มันเป็นการท้าทายตัวเองอย่างหนึ่งที่ไม่ควรได้รับคำเย้ยเยาะ

ยิ่งถ้าคุณจะพอเข้าใจว่า การลงมือเขียนอะไรสักหน้าสองหน้าสำหรับคนที่ร้างรามาเป็นเดือนนี่มันไม่ง่าย และยิ่งยากเข้าไปใหญ่เมื่อแทนที่คุณจะฟุตเวิร์คสร้างความคุ้นเคยก่อนเดินออกไปชกหน้ามันเลยอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการพิมพ์ไปนึกไปว่าจะขึ้นด้วยอะไรลงแบบไหนให้มันฟินๆ (Finale – ฟินาเล่) แล้วตอนนี้ก็นึกไปด้วยว่า ปกติผมจะอุ่นเครื่องด้วยวิธีไหนนอกจากฟุตเวิร์ค

แน่นอน, มันต้องเริ่มจากการตื่นแต่เช้า หาที่นั่งเหมาะๆ ในมุมคุ้นๆ ต้องชงกาแฟร้อนๆ หอมๆ ต้องเดินหอบแก้วกาแฟไปดูต้นไม้แห้งๆ เปื้อนไรแดดหน้าบ้านทาวเฮ้าส์

“เท่ไหมเล่า” ผมถาม
“เท่แท้เหลา” ผมตอบ(ในใจ)

จากนั้น ผมจะค่อยๆ ลากกายหยาบมาเผชิญหน้ากับโน๊ตบุ๊คที่เปิดเตรียมไว้ เสียบปลั๊กพ่วงเผื่อไว้ ถ้าแบตหมดจะได้ไม่ต้องทำอารมณ์กันใหม่ ไม่เสียเวลาบิ้วท์

อ่ะ แน่นอน, ข้อเขียนของผมจะธรรมดาและมั่วไม่ได้ นอกจากจะต้องเข้าสมัยแล้ว มันยังต้องการข้อมูลรับรองที่ถูกต้องรอบด้านเสียก่อน

– คลิ้ก! ผมเปิดหาข้อมูลในเนท

โลกไซเบอร์ชั่วโมงนี้เขาพูดอะไรกัน เขาคิดอะไรกัน มีประเด็นอะไรเกรียนๆ ที่ผมอยากพูดถึง เอ้ย อยากเขียนถึงบ้าง

ครับ, ผมก๊อปปี้แอนด์เพสหลายๆ ข้อความมาวางกองรวมๆ กันไว้ เพื่อบอกตัวเองว่านี่แหละ “รอบด้าน” – เท่แท้เหลา

ปัญหาเริ่มจากคำว่า “รอบด้าน” ตรงนี้แหละครับ คำๆ นี้แท้ๆ ยิ่งค้นหายิ่งพบว่าเราไม่รู้อะไรอีกตั้งมากมาย “ยิ่งหายิ่งหาย”ว่างั้น

และถ้ามันไม่ใช่เรื่องที่เรารู้จริง เราก็ไม่ควรแสดงความคิดเห็น(โง่ๆ)ออกไป ปีศาจตนใดหนอกระซิบบอกผมจากข้างในด้วยคำพูดเหล่านั้น

อาการ “ยิ่งหายิ่งหาย” นี่มองไปเหมือนหมาเหมือนแมวเดินวนก่อนล้มนอนนะ คุณว่าไหม ก็เพราะความคิดที่ว่าเรายังขาดข้อมูลด้านนั้น จากคนกลุ่มนี้ จากนักวิชาการ หรือแม้กระทั่ง ข้อมูลจาก “นักเลงคีย์บอร์ด” อีกครึ่งร้อย

มัวแต่วนซ้ายวนขวา วนหาอยู่นั่นแหละ วนจนเหนื่อย ถ้าเป็นหมาแมวก็คงล้มนอนตามธรรมชาติของมัน แต่สำหรับผม หลายต่อหลายครั้งผมล้มเลิกไปหาประเด็นอื่นครับ ก่อนเปลี่ยนไปหาประเด็นใหม่ ผมหยิบเหตุผลศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมารองรับสภาพจิตใจทันที

– “ถ้าเราไม่รู้ ก็ไม่ควรแสดงความเห็น หรือหนักกว่านั้นก็ไม่ควรไปชี้สอนใคร”

โชคดีครับ โชคดีมากที่ผมมีนิสัยอย่างหนึ่งซึ่งเกือบจะเป็นสันดานส่วนตัวไปแล้ว นั่นก็คือ ผมชอบท้าทายความคุ้นเคยในชีวิตเสมอ ท้าทายทันทีที่นึกได้ (ใครจะบอกว่าเป็นอาการทางจิตก็ช่างเขา เราไม่ได้อยู่ด้วยเงินของมัน)

อย่างปกติก็กินอะไรๆ เหมือนคนอื่นนะ พวกข้าวหน้าสัตว์ทั้งหลาย ข้าวหน้าไก่ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหน้าหมูทอด อะไรก็ว่าไป แต่ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกตัวว่า “ความคุ้นเคย” กำลังมาเยือน ผมจะไปนั่งร้านที่ไม่เคยไปมาก่อน เปิดเมนูสั่งรายการอะไรก็ได้ที่ไม่เคยกิน

สันดานอีกอย่างที่มีคนกล่าวชมเสมอๆ คือ ผมชอบขับรถไปในที่ที่ไม่เคยไป เมื่อไม่นานมานี้ผมหลุดไปนอนเชียงของได้ยังไงไม่รู้ ตลอดสองข้างทางจากตลาดพม่าไปถึงเชียงของสวยซะจนแอบคิดว่า “โชคดี(ขอโทษนะ) โชคดีชิบหาย” แต่ขับไปก็ลุ้นไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

วันไหนอารมณ์แปรปรวนกับความคุ้นเคย ผมจะใส่นาฬิกาข้อมือขวา นานๆ ทีผมจะใส่สองเรือน ผมต้องการท้าทายสายตาคนอื่น พร้อมๆ กับท้าทายความคิดจรของตัวเอง – นี่ก็เรื่องจริง!

วันนี้ผมไม่ได้ตื่นแต่เช้า ไม่มีกาแฟร้อนถ้วยสวย ไม่ต้องบิ้วอารมณ์หน้าบ้าน ไม่มีมุมส่วนตัว ไม่ต้องเงียบ เปิดทีวีเสียงดังอีกต่างหาก กินไปเขียนไปซะด้วย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ วันที่ไม่มีเม้าส์ ผมมีงานเขียน(โง่ๆ)ประดับโลกอีก 2 แผ่น … ลองดูสิครับ

ขุนอรรถ