สามดี*

8:36 น.

ก่อนเวลานี้เล็กน้อย ผมขับรถขึ้นทางด่วน มองเห็นตึกรามบ้านช่องและยอดไม้ที่มีแสงแดดอ่อนๆ สีทองออกเหลืองปีนป่ายไปบนสรรพสิ่งต่างๆ อย่างไร้จังหวะ

… จังหวะที่ไม่มีจังหวะของธรรมชาตินี่แหละ คือความสวยงาม

เช้านี้รถน้อยผิดปกติสำหรับคนกรุงเทพฯ เมืองหลวงที่ติดอันดับเรื่องความคุ้มค่าในการเดินทางมาท่องเที่ยวจากการโหวตของนักเดินทาง

และอันดับล่าสุดที่เพิ่งได้ยินผู้ประกาศข่าวทางวิทยุ เขาว่า “กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองหลวงที่มีรถติดมากที่สุดในโลก”

– ททท. คงกำลังดึงขึ้นมาเป็นจุดขาย หวังให้คนต่างชาติคงแห่กันมาดูปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่ว่านี้

ผมงุนงงเล็กน้อยหลังจอดส่งลูกชายเรียนพิเศษ สงสัยจะยังไม่ตื่นดี แต่พอคิดอีกที ผมตื่นแล้ว แต่ไม่รู้จะไปไหน ก็ 4 ชั่วโมงถัดไป ผมต้องกลับมารับลูกชาย ณ จุดงุนงงนี้อีกครั้ง

คนกรุงเทพฯ นี่น่าสงสารพิกล …

กาแฟสิครับ กาแฟเป็นเครื่องดื่มฆ่าเวลาดีที่สุดในประเทศไทย เชื่อผม

แต่ก็นั่นแหละ ร้านกาแฟในกรุงเทพฯ มีให้เลือกมากมายตามอารมณ์และระดับชนชั้น เมื่อวานยังติดใจกาแฟในตลาดราคา 8 บาทไม่หาย อย่ากระนั้นเลย

(ผมกระหยิ่มยิ้มย่อง ยิ่งผยองด้วยเล็กน้อยก่อนพบว่า …)

บ้าชิบ! … การขับรถวนไปวนมาหาร้านกาแฟ ไม่ใช่สิ รถขายกาแฟบนถนนสุขุมวิทเป็นเรื่องยากพอๆ กับวนหาร้านขายเข็มเย็บผ้ากับกระดุมบนถนนที่มีคนพร้อมจ่ายเงินจ้างคนซ่อมเสื้อผ้ามากกว่าเย็บชุนเองอย่างถนนสุขุมวิทนี่

อะไรไม่รู้ทำให้จู่ๆ ก็นึกถึงบทสนทนากับป้าแม่ค้าขายกล้วยแขกที่เมื่อวานไปอุดหนุนมา

“ทำไมป้าหั่นเผือกหั่นมันชิ้นใหญ่จัง กว่าเผือกจะสุก กล้วยไม่ไหม้เหรอครับป้า” เราพูดคุยกันอย่างนี้เป็นประจำ

คำว่า “ลูกค้าประจำ” อาจไม่ได้หมายถึงมาซื้อกันเป็นประจำอย่างเดียวก็ได้

ป้าเคยเรียกผมว่าลูกค้าประจำให้ลูกค้าคนอื่นได้ยินและรู้ว่า คิวของลูกค้าประจำจะได้ก่อนลูกค้าจรเล็กน้อย (ฮา) นึกถึงเรื่องนี้แล้วอดขำไม่ได้ ผมจ่ายเงินซื้อกล้วยแขกจากป้า แต่ป้าติดสินบนผมด้วยคำว่า “ลูกค้าประจำ”

“มันกับเผือกเวลาทอดแล้วจะหด ต้องหั่นชิ้นใหญ่กว่าที่จะขาย เราใส่มันกับเผือกก่อนกล้วย ทำแบบนี้จะทอดแล้วยกขึ้นขายได้พร้อมกัน … มันเป็นเทคนิค”

ป้าบอกเคล็ดลับกล้วยแขกกรอบนอกนุ่มในให้ผมต่อหน้าคนอื่นด้วยระดับเสียงพอดีสำหรับได้ยินคนเดียว

“แหม มีเทคนิคซะด้วย ไม่กลัวผมมาทอดกล้วยขายแข่งเหรอ” ผมแซวป้า

“ไม่กลัว กลัวไม่มีใครขายกล้วยทอด ป้าจะเกษียณแล้ว” ป้ายิ้มมองงานของตัวเองขณะพูด พลางหั่นกล้วยใส่หม้อใบใหญ่ที่มีเครื่องทอดรอคลุกเคล้าอยู่ข้างใน สลับกับจังหวะที่ต้องคว้าตะหลิวมาพลิกกล้วยทอดในกระทะ

“โห อะไรกัน ขายกล้วยทอดมีเกษียณด้วยเหรอป้า เท่ดีจัง … ลูกป้ามีใครสนใจเข้ารับราชการทอดกล้วยต่อไหม” ผมกวนประสาทป้าไปเรื่อยๆ เพราะต้องรอคิวกล้วยทอดกระทะถัดไป

“ไม่มี เขาอยากทำงานบริษัทกันหมด (ป้าพูดเสียงเรียบๆ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความเสียดายจางๆ แล้วป้าก็พูดต่อ) เขาไม่รู้หรอกว่า เราก็รับมรดกนี้ต่อมาจากพ่อแม่ ตอนเช้าขายปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ เที่ยงบ่ายขายกล้วยทอด ส่งเขาเรียนมหา’ลัยจบทุกคน เราก็มีมรดกแต่ไม่มีใครอยากได้”

ทอดกล้วยแขกอาจเป็นอาชีพสาบสูญไม่เป็นที่ต้องการสำหรับคนไทย เหมือนที่เราได้โบ้ยผลักงานประมงกับงานก่อสร้างให้เพื่อนพม่า ด้วยข้อหา “สามดี” – Dirty, Dangerous and Difficult!

บทสนทนากับป้าจบลงอย่างไรผมจำไม่ได้ จำได้แค่คิดว่าในร้านกาแฟที่ผมกำลังนั่งอยู่ตอนนี้ ถ้ามีกล้วยแขกเสิร์ฟบ้างคงดีไม่น้อย

นึกแล้วไม่อยากคอยวันที่ซอยอ่อนนุชไม่มีกล้วยทอดร้านป้า

ขุนอรรถ