+ เรื่องไม่ยาว ของ แผลไม่สั้น +

 

 

(๑)

 

เช้าวันอังคารที่ 22 เมษาฯ ปีนี้ พิลึกพิลั่น เพราะผมเลือกเดินเข้าโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพประจำปี แทน เดินเข้าห้องประชุมประจำสัปดาห์ (เว้นสัปดาห์) พร้อมกับแฟ้มช้างบิน !

 

… โดดประชุมฯ ว่าอย่างนั้น

 

หลังวางแขนให้พยาบาลเจาะเลือด และเก็บฉี่ใส่ภาชนะพลาสติกใส เดินลงมาชั้นล่างเพื่อเอ็กซ์เรย์ปอด และ ตามแพกเกจตรวจสุขภาพที่เลือก ขั้นตอนสุดท้าย ผมต้องนอนให้รังสีแพทย์คลึงอุปกรณ์ส่งเสียงอัลตร้า บริเวณช่องท้อง เพื่อตรวจอวัยวะต่างๆ

 

นั่นทำให้ผมเห็น คุณมะเร็ง ของตัวเอง เป็นครั้งแรก

 

คุณมะเร็ง ในวันนั้น ปรากฏเป็นตัวกลมๆ บริเวณไตด้านขวา ในแบบสองมิติ สีขาวดำ ดูสงบเสงี่ยม ไม่มีวี่แววดุร้ายอย่างคำลือ แต่เนื่องจากขนาดใหญ่เกินปกติ (๕๗ เซนติเมตร) เขาจึง ถูกมอง อย่างไม่เป็นมิตรนัก  โดยเฉพาะในสายตาของศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ

 

ช่วยหมอตัดสินใจหน่อย … ถ้าเราจะตัดสินใจตัดไตด้านขวาออกไป แต่ภายหลังการตรวจ(พยาธิ) สมมุติว่าเป็นเนื้อดี ไม่ใช่เนื้อร้าย คุณจะว่าอะไรหมอหรือเปล่า คำถามและรอยยิ้มน้อยๆ ของคุณหมอท่านนี้ ดูอบอุ่นเกินกว่าจะตั้งข้อสงสัย

 

เออ … ไม่รู้สิครับ ผมไม่รู้จะใช้ตรรกะอะไร ว่าจะตัดดี หรือไม่ตัดดีกว่า ผมตอบคุณหมอ ด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังดัดจริตใช้คำพูด ขณะนั่งคุยกับญาติผู้อา ! 

 

หมอว่า ก้อนที่เราเห็นในฟิลม์นั่น มีขนาดใหญ่ กินเนื้อไตไปเกือบ ๘๐% แล้ว เนื้อไตส่วนที่เหลือ คงใช้ประโยชน์ไม่ได้มากนัก และ คุณยังมีไตอีกข้างหนึ่ง ที่สำคัญ เราไม่รู้ว่า เป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย ถ้าเป็นเนื้อร้าย ก็ต้องตัดออกไปแน่ๆ แต่ถ้าเป็นเนื้อดี คุณจะว่าอะไรหมอหรือเปล่า คุณหมอเรียกคุณมะเร็งว่า ก้อน ผมว่าดี

 

… ต่อจากนี้ ผมจะเรียกเขาว่า คุณก้อน

 

(๒)

 

สภาพสังคมที่ ต่อมภูมิรู้บกพร่อง อย่างในเวลานี้ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่าง หมอกับคนไข้ ลดน้อยลงจนน่าใจหาย คดีคนไข้ฟ้องหมอ ได้ยินบ่อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน … แถมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

 

คำถามที่ว่า คุณจะว่าอะไรหมอหรือเปล่าจึงเป็นเหมือน ควันไฟ ที่คนในแวดวงสาธารณสุขกำลังพยายามมอง พัดลมตัวโตๆ มาขจัดปัดเป่า … เพราะ ไม่รู้ไม่รู้ หรือ ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่อาจทราบได้

 

เราไม่ต้อง ไบออพซี่ ชิ้นเนื้อไปตรวจก่อนเหรอครับ ผมดัดจริตถามไปอีกครั้ง เพราะเคยได้ยินได้อ่านเรื่องนี้มาบ้าง … ไบออพซี่ (Biopsy) คือ การใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเหมือนเข็มฉีดยาขนาดน่าตกใจ เพื่อ เจาะและตัดชิ้นเนื้อต้องสงสัย ไปตรวจในห้องแล็ป

 

ก้อนที่ว่านี่ เรายังไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ไม่น่าจะเป็นก้อนไขมัน เพราะมีเส้นเลือดเลี้ยงอยู่รอบๆ … ไบออพซี่ จะทำให้มีเลือดไหล ซึ่งคุณอาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อทำการหยุดเลือด และ อาจจะต้องแก้ปัญหาอื่นโดยไม่จำเป็น คุณหมอมองตาผมด้วยความเอ็นดู และอาจสงสัยว่า เหตุใดผมจึงพูดคำว่า ไบออพซี่ เหมือนรู้ อย่างนั้น 

 

ตกลง หลังเที่ยงคืนวันอาทิตย์ คุณอดข้าวอดน้ำ แล้ววันจันทร์มาที่นี่ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราทำผ่าตัดวันจันทร์เลย คุณหมอคงเห็นว่าผมเงียบไปพักหนึ่ง จึงช่วยตัดสินใจ

 

ครับ ผมยกมือไหว้ บอกลาคุณหมอด้วยใจปกติ … ความปกติที่ว่า หมายถึง กังวลแต่ไม่แกว่งไกว 

 

ก่อนออกรถเพื่อมุ่งหน้าเข้าออฟฟิศ … เมื่อได้นั่งนิ่งๆ ในรถสักครู่ ผมตัดสินใจยกมือถือ โทร.บอกคนใกล้ชิด 2-3 คน รวมถึง ภรรยา มั่นใจว่า พูดถึง คุณก้อน ด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆ แต่มารู้เอาภายหลังว่า เรียกน้ำตาได้

 

แม้จะไม่ได้ กลัว จนสติวิ่งหนี แต่ไม่ได้หมายว่า กล้า ถึงขนาดท้าทาย คุณก้อน มาประลองกำลัง … อาจเป็นเพราะ สนใจธรรมะมาก่อน หรือ อ่านมาก หรือ เคยผ่านช่วงทุกข์(ใจ)หนักหนา หรือ พอมี คนรู้ ที่สามารถปรึกษาหารือได้ หรือ อะไรก็แล้วแต่ สรุปความคิดขณะนั้นได้เพียงว่า …

 

อยากอยู่นะใช่ แต่ตายเร็วตายช้า ก็ต้องตาย คนเราจะหนีตายได้สักกี่ครั้ง … ถ้าจะให้ตายแบบกลัวๆ ตื่นๆ คงไม่เอา

 

พลัน สติ ก็จับแน่นเอากับ แนวทาง ที่ว่า จากนั้น จึงแล้วค่อยๆ รวบรวม ข้อมูล จาก แหล่งรู้ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คน คอมพ์ หรือแม้แต่ เทวดาฟ้าดิน นำมาประติดประต่อ อุปมาไปคล้ายการนั่งลงเขียนภาพรถยนต์สักคัน ไม่ต้องการรถแรงรถเท่ แค่อยากให้มีล้อมีตัวถัง … พอเคลื่อนไปข้างหน้าได้

 

(๓)

 

แหล่งรู้ แทบทั้งหมด บอกให้ผมไปขอ เซ็กกั้น โอพีเนี่ยน (Second opinion) … เซ็กกั้น โอพีเนี่ยน คือ วิธีสร้างมั่นใจ และยืนยันว่า ความเห็นแรกนั้น (First opinion) ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

 

ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่เพื่อยืนยัน เรื่องนี้ไม่จำกัดเฉพาะแต่ในวงการแพทย์ เราสามารถหยิบคำว่า เซ็กกั้น โอพีเนี่ยน ไปใช้ได้ในทุกงาน ทุกวงการ เว้นเสียแต่ว่า ไม่รู้ ไม่มีแหล่งรู้หรือไม่ก็ ไม่รู้ไม่ชี้    

 

แพทย์ ทำหน้าที่ตรวจค้น วินิจฉัยโรค แล้วบอกคุณเหมือน ไกด์บอกข้อมูลนักท่องเที่ยว แต่สำหรับการรักษาโรค ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคุณ จะผ่าไม่ผ่า จะกินไม่กิน จะไม่นอนไม่นอน … คุณได้สิทธิ์นั้น !

 

วันรุ่งขึ้น หลังจากได้ทำความรู้จัก คุณก้อน กันพอสมควรแล้ว ผมเดินไปที่เคาเตอร์ลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่ในโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ห่างบ้านมากนัก พร้อมกับแจ้งว่า

 

ผมตรวจพบก้อนเนื้อที่ไตด้านขวา ต้องการตรวจซ้ำ และต้องการขอ เซ็กกั้น โอพีเนี่ยน จากแพทย์เฉพาะทาง พนักงานต้อนรับที่เคาร์เตอร์มองหน้าเล็กน้อย ก่อนเขียนใบส่งตัว ให้ไปพบกับ คุณหมอศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ (อีก)ท่านหนึ่ง

 

ผมจะให้คุณไปทำอัลตร้าซาวน์นะ เมื่อได้ผลตรวจ เดี๋ยวเรามาคุยกันอีกทีคุณหมอท่านนี้ มีหนวด และ อาวุโสกว่าท่านแรก แต่ดูใจดีเหมือนกัน … ผมรู้สึกเหมือนเป็นลูกบ้าน เมื่อวานนั่งคุยกับ กำนัน ส่วนวันนี้ได้คุยกับ ผู้ใหญ่บ้าน

 

ตัดออกดีกว่า และ ควรทำให้เร็ว ความเห็นกึ่งคำแนะนำที่กระชับและชัดเจนนี้ ตรงกับคุณหมอท่านแรก ยิ่งเพิ่มความมั่นใจว่า เดินมาถูกทางแล้ว … แต่ ระหว่างทาง นี่สิ

 

การรอ และ การคุยกับตัวเอง เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด … ผมว่า

 

อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังวาจา โอ้ … ใครหนอช่างคิดประดิษฐ์คำ

 

(๔)

 

แม้จะเป็นระยะเวลาไม่กี่วัน หากไม่ระวัง ความคิด ให้ดี ไม่ยากเลย ที่เราจะกลายเป็น เหยื่อความคิดของตัวเอง แต่ถ้าพอจับหลักจับหลืบได้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก

 

สิ่งแรกที่ผมทำคือการหา หลัก เสียก่อน โชคดีที่ ผม ตั้งหลัก ได้ตั้งแต่วันแรกที่พบกับ คุณก้อน แล้ว … อยากอยู่นะใช่ แต่ตายเร็วตายช้า ก็ต้องตาย คนเราจะหนีตายได้สักกี่ครั้ง ถ้าจะให้ตายแบบกลัวๆ ตื่นๆ คงไม่เอา 

 

อันจะคิดได้อย่างนี้ ไม่ได้หมายว่า ผมละทางโลกแล้ว ไม่ใช่ ยังต้องอยู่ ต้องทำโน่นนี่อีกตั้งหลายอย่าง … แต่เมื่อใจนิ่ง แม้ไม่นิ่งสนิท เราจะเห็นได้ด้วยตัวเองว่า การอยู่บนโลกใบนี้ โดยไร้แก่น ไร้สาร(สาระ)  ไร้ทิศทาง และ ไม่รู้จักตนเองนั้น … ๓ เดือน อาจมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ

 

… เราต้องทำอะไร ทำเพื่อใคร และ ต้องการ จากไป ด้วยอารมณ์ไหนต่างหาก คือ สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเงื่อนปมแห่งเวลา หากรู้ได้แบบนี้ ๓ วัน ก็มากเกินพอ

 

เรื่องทำนองนี้ เด็กๆ รวมถึง ทารกเฒ่าหลายคน อาจไม่เข้าใจ เพราะ เขาคิดว่า ข้างหน้าของเขา ยาวกว่าข้างหลัง ส่วนคนอายุอย่างเรา ข้างหลังยาวกว่าข้างหน้า คุณเปลว สีเงิน กรุณาเขียนเปรียบเปรยไว้งดงาม น่ากราบไหว้ 

 

(๕)

 

สิ่งที่สองที่ผมทำ คือ การมองหาข้อดีที่ได้พบ คุณก้อน … เชื่อเถอะว่า โอกาสซ่อนในวิกฤตเสมอ

 

เพราะมีขาว จึงมีดำ มีกันและกันอยู่อย่างนั้น  

 

ผมนั่งนึกนอนนึก คิดเปลี่ยนแปลงชีวิต อยู่เป็นปีๆ ทั้งที่มันไม่ได้ทุเรศทุรังอะไรนักหรอก ชีวิตเป็นปกติ ออกจะดีเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอกนั่นแหละ … ชีวิตดี แต่ไร้แก่น ไร้สาร(สาระ) ไร้ทิศทาง และ ไม่รู้จักตนเองนั้น … ๓ เดือน อาจมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ

 

แปลกอะไร ถ้าผมจะบอกตัวเองว่า คุณก้อน นั่นแหละ เป็นผู้ขันอาสา ทำตัวเป็นไกด์ไร้ใบอนุญาต บอกเส้นทางแจ่มๆ ให้เดิน … ต่อจากนี้ไป ชีวิตจะมีเป้าหมาย มีแนวทางแห่งตน มีความสุขชะมัดยาด !  

 

ตัวชี้วัดความสุข คือ รอยยิ้ม … ยิ้มได้เมื่อภัยมา เป็นคำอธิบายได้ดี

 

ยิ้ม อยู่ใกล้เราเหมือน ตัก เมื่อไม่นั่งลงกับพื้น จะรู้จัก ตักของตัวเองได้อย่างไร (เรื่องตักนี่ ลักจำเขามา ไม่คิดว่า ต้องใช้ทำเท่ในเวลาอันเหมาะสมเช่นนี้) 

 

ยิ้มแก้มตุ่ย อมยิ้ม ยิ้มเยาะ ยิ้มแย้ม ยิ้มตาหยี ยิ้มตาเหร่ ยิ้มเถอะโยม นั่นแน่ … คุณกำลังยิ้มอยู่ ยิ้มหาแมวอะไร ยิ้มคนเดียว จะบ้าเหรอ เดี๋ยวใครเห็นเข้า อายเขา กิ๋วๆ

 

… ยิ้มของคุณดูเท่กำลังดี … พอ พอแล้ว นั่นมากไป … ยิ้มกว้างไป จะเกิดรอยย่นยับยู่ยี่ ต้องเสียเงินเสียทองหาซื้อครีมหน้าตึงมาใช้ … หยุดยิ้มได้แล้ว … กรุณาอย่าทำร้ายกันด้วยรอยยิ้ม Please~~~~~ (ฮา)

 

คนติงต๊อง ไม่เคยเป็นมะเร็ง นพ. อารีย์ ผู้เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายมาสองรอบ บอกว่าไว้อย่างนั้น ล่าสุด คุณหมออารีย์ ทำตัวเองเป็นหนู ทดลองกินข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ จนค่าเคมีในเลือดแสดงตัวว่า เป็นมะเร็ง

 

แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้น คุณหมอฯ ก็รอดมาได้ ด้วยกลวิธีการ สร้างโลกติงต๊อง ขึ้นในใจ ค่าเคมีก็กลับเข้าสภาวะปกติ ติงต๊องได้ใจจริงๆ อาหมอ

 

(๖)

 

เรื่องที่สามที่ผมทำ คือ พยายามหา ความรู้เพิ่มเติม

 

ความรู้ คือ ความจริง … ความจริง มีทั้งด้านบวก และ ด้านลบ มองเห็นข้างหน้า (อนาคต) มองเห็นข้างหลัง (อดีต) มองเห็นปลายเท้า เห็นเงาในกระจก (ปัจจุบัน)

 

การมองเห็นโอกาส มองเห็นความเสี่ยง เห็นจุดแข็ง และ จุดอ่อน หรือที่ฝรั่งเรียกว่า SWOT Analysis นั้น … ผู้ป่วยมะเร็งหาก หากเคยร่ำเรียนรู้เรื่องที่ว่า  แต่ไม่นำมาใช้ จะต่างอะไรกับ คนตาบอดได้หนังสือ กิ้งก่าได้ทอง กะปอมได้หุ้นชินฯ

 

พี่พยาบาลที่ผมรู้จัก แนะนำให้พบกับ อายุรแพทย์โรคไต(อีก)ท่านหนึ่ง นั่นเป็นโอกาสให้ผมพาตัวเองไปนอนฟังเสียงเครื่องมือแพทย์ ที่ชื่อว่า เอ็ม อาร์ไอ (MRI) ราคาหลายสิบล้าน

 

เครื่องมือที่ว่านี้ ส่งคลื่นแม่เหล็กไปปลุกอวัยวะเป้าหมาย ให้คายพลังงานบางอย่างออกมา เพื่อถ่ายรูปเก็บไว้  

 

ภาพถ่ายที่ได้จาก อัลตร้าซาวน์ ดูไปคล้ายภาพผลแตงโม ที่ถ่ายด้วยกล้องโพลารอยด์ เพียงแต่เป็นภาพขาวดำ แต่ด้วยเครื่อง เอ็ม อาร์ ไอ รูปที่ได้เป็น ภาพขาวดำ ของผลแตงโมที่ถูกผ่าออกเป็นสิบๆ แผ่น  

 

เอ็ม อาร์ ไอ จึงเหมาะกับการมองเห็น คุณก้อน โดยละเอียด เผื่อคุณก้อนเล่นซ่อนหาซึ่งต้องแลกด้วยค่าใช้จ่ายสองหมื่นห้า ในขณะที่ ค่าใช้จ่ายในการทำอัลตร้าซาวน์ ไม่ถึงสองพัน (รพ. เอกชน)

 

(๗)

 

ก่อนถึงวันนัดผ่าตัด ผมสะท้อนใจอยู่บ้าง ก็ตรงที่ คิดได้ว่า คุณก้อน ก็เหมือนลูกหลานในบ้าน เขาอยู่ของเขาดีๆ เราต่างหากที่ทำให้เขาเป็นผู้ร้าย เราตามใจปาก ตามใจตัวเอง กินอยู่ไม่ดี ผลกระทบจึงไปตกที่เขา … คุณก้อน กลายเป็นเด็กดื้อที่เราต้องขับไส ไล่ออกจากบ้าน ก็เพราะเราแท้ๆ

 

ถ้าคิดแบบโลกๆ การผ่าเอา คุณก้อน ออกไป (ทั้งก้อน) เสร็จแล้วก็จบกัน ไม่มีอะไรต้องติดใจ แต่หากตะแคงคิด อยากบอก คุณก้อน ว่า กรรมไม่ดีที่เคยมีต่อกัน ขอให้จบสิ้นไปในชาตินี้ ผมจะทำบุญไปให้

 

… อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันต่อไปเลย จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด … นะ คุณก้อน นะ 

 

11 โมงครึ่ง วันที่ 28 เมษาฯ … ผมอยู่ในห้องผ่าตัด นอนฟังเสียงพยาบาล 3-4 คนพูดคุยกันภาษาอิสซึ่น ผมสวดมนต์แผ่เมตตาวนไปวนมาหลายรอบ และค่อยๆ หลับไป หลังได้ยินเสียง วิสัญญีแพทย์ (หมอดมยา) พูดว่า เอาล่ะ หมอจะให้คุณหลับแล้วนะ

 

สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้ …  

 

ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา น้องพยาบาลคนหนึ่ง ปลุกผมให้ตื่นด้วยการตบหน้าเบาๆ … บรรยากาศและภาพที่จำได้ ไม่ต่างจากคนป่วยในละครทีวี แต่ที่ไม่เหมือน และไม่เคยรู้(สึก)มาก่อน คือ อาการหลังตื่นจากผ่าตัด

 

(๘)

 

… เจ็บแปลบไปทั้งหมด อย่าว่าแต่การขยับตัวเลย แม้แต่การหายใจธรรมดาๆ ก็เหมือน ความพยายามจะมีชีวิตอยู่ ไม่มีผิด ผมสรุปเรียกอาการแรกตื่นหลังผ่าตัดว่า เกิดใหม่ … ใช่เลย  

 

คุณคะ ที่ถืออยู่นี่คือ (สิ่ง)ที่เราผ่าตัดออกมาค่ะ ในมือน้องพยาบาลคนนั้น มีถุงพลาสติกใสๆ บรรจุน้ำประมาณครึ่งหนึ่ง ผมมองเห็นอะไรบางอย่าง รูปร่างคล้ายนิ้วมือลอยเค้งเต้งอยู่ในนั้น  

 

คุณจะเก็บเอาไว้มั้ยคะเธอถาม ผมสันนิษฐานว่า เธอกำลังยิ้มน้อยๆ

 

ทำไมไตกูเล็กจ้อยได้เพียงนั้น ?” จะเก็บไปทำแมวน้ำอะไรล่ะครับ ?” เปล่า … ผมไม่ได้ตอบไปอย่างคิด สภาพของผมในตอนนั้น ความจริง ก็ไม่ต่างอะไรกับ แมวน้ำ จะไปสู้รบตบเตะกับใครเขา แค่คิดจะต่อปากต่อคำ ยังทำได้ยาก

 

สองวันต่อมา จึงรู้ว่า ที่เห็นคล้ายนิ้วมือนั่น ความจริงคือไส้ติ่ง คุณหมอกรุณา จัดการ ให้ เหมือนรู้ว่า ไส้ติ่ง กรุณา ปวดเตือน หลายครั้งแล้ว ส่วนไต คุณหมอส่งไปตรวจพยาธิ อันเป็นขั้นตอนปกติ หลังผ่าตัด ผู้ต้องสงสัย ออกไป

 

(๙)

 

กินๆนอนๆ ในโรงพยาบาลครบ ๘.๕ วัน ก็ได้ฤกษ์กลับบ้าน … ผลชิ้นเนื้อระบุว่า เป็นเซลล์มะเร็ง(ตามคาด) แม้ว่าจะจ่อๆ รอเข้าเส้นเลือดอยู่บ้าง แต่ยังไม่แพร่ไปที่ไหน

 

เมื่อยังไม่แพร่ ตัดออกทั้งหมดแล้ว ก็จบกันไป แต่เนื่องจาก ผลพยาธิ ดันมีภาษาอังกฤษเขียนไว้ แปลเป็นไทยว่า จ่อๆคุณหมอที่ผ่าตัด จึงส่งตัวผมไปปรึกษาเพิ่มเติมกับ หมอมะเร็ง อีกสำนักหนึ่ง โดยคาดว่า ไม่น่าจะมีการรักษาอะไรอย่างอื่นเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น เคมีบำบัด รังสีบำบัด ฯลฯ

 

ผมเรียกว่าเป็นโชคดี … เคราะห์ดีต่างหาก เพื่อนผู้พี่ บอกให้เรียกอย่างนั้น (ผมชอบตามใจ เลยไม่ได้คิดประดิษฐ์คำล้อต่อเถียง) 

 

มาถึงตรงนี้ ถือว่า ทุกอย่างเรียบร้อยไป ๙๙% คำพูดของคุณหมอ ๒๓ คน รวมถึง ญาติธรรม และ กัลยาณมิตร อีก ๒๓ คน (รวมเป็น ๔๖ คน) ตรงกัน นั่นเพียงพอให้สบายอกสบายใจไม่น้อย   

 

จะเหลือก็แต่การดูแลตัวเองไม่ให้ ภูมิต้านทานต่ำ อันจะเป็นการเปิดโอกาสเชื้อเชิญ คุณก้อน(ใหม่) กลับมาหาอีกครั้ง

 

เป็นมะเร็งก็จริง แต่เขาคง มาเล็ง ไว้ก่อน … ยังไม่ยิง … ต่อจากนี้ ไปไหนมาไหน ต้องคอยระวังตัวให้ดีๆ… เป็นตลกฝืดที่ต้องค่อยๆ ก๊าก

 

ไม่ใช่เพราะไม่ฮา แต่เพราะกลัวเจ็บแผล

 

สวัสดี …

 

ขุนตุ่ย