“ปฏิรูปประเทศไทยจากรากฐาน” ศ.นพ.ประเวศ วะสี

การอบรมโครงการ “ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง”จัดโดย มูลนิธิสัมมาชีพ ร่วมกับ เครือมติชน จัดระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 5 กันยายน 2553 ณ ห้องประชุมอาคารข่าวสด ในสัปดาห์ที่สองเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทั้งการปฏิรูปประเทศไทยจากรากฐาน การคลังเพื่อสังคม การสร้างชุมชนเข้มแข็งและพอเพียง การปฏิรูปในภาคการเกษตรและการศึกษา สำหรับวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2553 ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ปฏิรูปประเทศไทยจากรากฐาน”

“จริงๆ แล้วไทยเป็นประเทศที่สมบูรณ์ ทุกคนควรมีความสุข แต่พอพัฒนาไปมาแล้วเรามีความขัดแย้ง ผู้นำรุ่นใหม่มีความสำคัญเพราะว่าสังคมเปลี่ยนแปลงไป เราต้องใช้ความรู้ชุดใหม่ สังคมเก่าเป็นสังคมที่มีเหตุตรงไปสู่ผล แต่สังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความซับซ้อนมาก เพราะเชื่อมโยงยุ่งเหยิงไปหมด ในสังคมที่มีความซับซ้อนมากจะเกิดภาวะโกลาหล สับสนไปหมด ความขยันและไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุขไม่สามารถใช้ได้แล้วในสังคมไทยปัจจุบัน”

“ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ของความซับซ้อน เรากำลังเผชิญคลื่นโลกที่สี่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งไม่รู้ว่าศัตรูคือใคร กำหนดยุทธศาสตร์ไม่ได้ ในภาวะเช่นนี้มีทางออกอยู่ที่การสร้างสรรค์ ออกด้วยการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ดังที่ Adam Kahane ผู้เขียนเรื่อง Solving Tough Problems กล่าวไว้ว่า ประเทศอื่นๆ ยังมีความยากลำบากกว่าเราเยอะ ประเทศไทยสามารถแก้ได้ เพราะถ้าศึกษาโลกทั้งโลกจะรู้ว่ามีวิธีที่จะปรองดองได้ คนที่ไม่รู้เท่านั้นถึงจะคิดว่าปรองดองไม่ได้”

“หน้าที่ของผู้นำรุ่นใหม่ คือ สร้างสรรค์ หรือเรียกว่า นวัตกรรมทางสังคม สำคัญที่สุด อยากให้มีคนมาทำ ในสหรัฐอเมริกา โอบามา ตั้ง Social Innovation ในทำเนียบขาว สิ่งที่วันนี้มาทำคือ การสร้างนวัตกรรมทางสังคม เราจะได้หลุดจากความซับซ้อนที่นำมาสู่ความรุนแรง”

“เรามีเครื่องมือเยอะ แต่ขาดการออกแบบ ดีไซน์ เครื่องมือเยอะก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ขาดการออกแบบว่าแบบอะไรเป็นโครงสร้างที่มั่นคง ตึกหรือสิ่งก่อสร้างอะไรถ้ามีฐานกว้าง แข็งแรง จึงจะมั่นคง สังคมก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีฐานกว้างก็จะรองรับ ถ้าเราจะเอาแต่ข้างบน เกิดช่องว่างนำไปสู่ปัญหาสังคม เรียกว่า ความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรมสำคัญมาก เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย ก็ไม่เป็นธรรม คุณบวรศักดิ์ เคยบอกว่า กฎหมายมีอคติต่อคนจน ตัวเลขของคนจนตายมากกว่าคนรวย 3 เท่า คนจนตายจากสิ่งที่ไม่น่าเกิด อยู่กับความเสี่ยง เช่น บนท้องถนนคนตายแต่ละปีเป็นหมื่น ส่วนใหญ่เป็นคนจนที่ตาย”

“ส่วนการศึกษาถ้าเราส่งคนข้างล่างขึ้นมาข้างบน ก็จะทำให้ไม่เข้าใจ การพัฒนาข้างล่างง่ายมาก แต่เราทำให้สายอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยทำให้วุ่นวาย กลายเป็นธุรกิจ อ่อนแอทางวิชาการ ทำให้คนอยากได้ปริญญาทั้งๆ ที่ไม่อยากเรียน และดูถูกอาชีวะ เพราะการศึกษาไม่ได้หนุนชุมชนท้องถิ่น เราไปเอาเด็กจากชุมชนท้องถิ่นทั้งหมดมาท่องหนังสือ ในประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน อเมริกา มีค่านิยมของการทำงาน Work Value ทำงานถือเป็นความดี ไทยไม่มีคนอยากทำงานต่ำ ส่วนอาชีวะศึกษาเป็น Second Rate เด็กอาชีวะเลยไปตีกัน เพราะรู้สึกไม่มีศักดิ์ศรี เรามีความเหลื่อมล้ำในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”

“การเมือง 78 ปีมาแล้วที่เราเรียกว่าประชาธิปไตย แต่ไม่มีประชาธิปไตยทำสำเร็จได้ถ้าเราจะเอาแต่ระดับชาติ โดยไม่มีประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา มาจาก United State เกิดจากการรวมตัวกันของท้องถิ่น State แปลว่าท้องถิ่น United คือ รวมกัน ในรัชกาลที่ 7 ก็ได้เขียนไว้ว่า Local Democracy เป็นประชาธิปไตยมาจากท้องถิ่น”

“เราสร้างเจดีย์จากยอดก็จะพังลง เพราะว่าฐานไม่แข็งแรง แต่ถ้าเราสร้างจากฐานได้ก็จะมั่นคง ฐาน คือ ชุมชนท้องถิ่น เสริมให้แข็งแรงทุกด้าน องค์พระเจดีย์ คือ ระบบต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา ยุติธรรม การเมืองการปกครอง ถ้าเศรษฐกิจเชื่อมเศรษฐกิจมหภาคกับชุมชนได้ ไปได้ดีเลย ถ้าคนข้างล่างหายจน กำลังซื้อก็มี เราไปพึ่งต่างประเทศ ถ้าต่างประเทศผันผวนก็จะส่งผลต่อไทยด้วย ถ้าข้างล่างเข้มแข็งก็จะส่งเสริมกันและกัน การศึกษาส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างรวดเร็ว ถ้าเชื่อมได้ใน 5 ปีเมืองไทยจะดีขึ้น ชุมชนมีวัฒนธรรมมีทุกอย่าง อย่างเช่นหมู่บ้านก็จะมีระบบผู้เฒ่าผู้แก่ มีผู้แนะนำ มีระบบความยุติธรรมในชุมชน แต่เราเอาระบบความยุติธรรมมาเป็นข้างบน ถ้าทุกคนป่วยต้องมาโรงพยาบาล โรงพยาบาลจึงทำงานไม่ไหว แต่ถ้าเป็นสุขภาพชุมชนก็จะมีการดูแลกันแล้วโรงพยาบาลก็จะทำงานน้อยลง ส่วนยอดของเจดีย์ คือ ความเป็นธรรมในทุกด้าน”

“ถ้าเราเชื่อมกันอย่างนี้ ถ้าฐานแข็งแรง ระบบอยู่บนฐานที่ดีแล้วมีความเป็นธรรม การศึกษาสมัยใหม่ให้เด็กเรียนเป็นวิชาๆ แยกกันไป ไม่ได้เชื่อมโยง ไม่เข้าใจโครงสร้าง เมื่อมีการศึกษาใหม่ มีคนเตือนว่า การศึกษาใหม่นี้ทำให้เราออกห่างจากรากเหง้า เราจัดการศึกษาแบบต่อท่อ จากยุโรปมาไทย เราเรียนแต่ความรู้ในตำรา ไม่ได้เรียนรู้ในชีวิต ท่านมหาตมะ คานธี ไม่ให้ลูกไปเรียนหนังสือ “ถ้าเรียนจากตำราจะได้ความรู้ แต่ถ้าเรียนจากประสบการณ์ชีวิตจะได้ปัญญา”

“เรามาออกแบบโครงสร้างที่มั่นคงยั่งยืน ทำฐาน ระบบต่างๆ ให้เชื่อมโยงและเกื้อกูลกัน แล้วทำยอดคือความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เราทำได้ อย่าไปมองเรื่องความผิดหวัง แต่ให้มองเรื่องทุนและความดีของเราที่มีอยู่ การจะอยู่เย็นเป็นสุขต้องพัฒนาอย่างบูรณาการ ถ้าแยกส่วนจะนำไปสู่วิกฤตเสมอ เปรียบเหมือนร่างกายของเรา ไม่มีอะไรที่แยกส่วน เวลาพัฒนาทั้งหมดอย่างสมดุลเราก็จะสบายดีเพราะทุกส่วนเชื่อมโยงกัน ถ้าเราไม่สบายก็จะเสียดุล ถ้าเซลล์ปอดหรือตับเกิดอยากจะโตโดยไม่คิดถึงส่วนอื่นก็จะเป็นมะเร็ง รบกวนสมดุลทั้งหมด การบูรณาการนำไปสู่ความสมบูรณ์ ยั่งยืน เราและโลกพัฒนาแยกส่วน ถ้าเราเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งก็จะเสียสมดุล เสียเรื่องสิ่งแวดล้อม การเกิดวิกฤตโลกก็คือการเสียดุลยภาพ ไทยเราทำได้โดยง่าย เพราะเรามีจุดแข็ง ต่อไปในอนาคตอันใกล้จะมีวิกฤตเรื่องอาหาร แต่ไทยจะไม่อดตายเพราะเราผลิตอาหารได้เยอะ เราช่วยโลกได้”

“การพัฒนาต้องได้ดุลยภาพแบบบูรณาการ ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ที่แล้วมาเราเอากรมเป็นตัวตั้ง แต่กรมนั้นทำงานแยกส่วน เราต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ใช้หลัก AFP (Area-Function-Participation) เราต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาท้องถิ่นทั้งหมด ป่าไม้ ทรัพยากร วัฒนธรรม วิถีชิวต วัฒนธรรม เป็นความจริงของชีวิต ถ้าเราเข้าใจก็สามารถเชื่อมต่อได้โดยง่าย จุดสำคัญต้องเข้าใจกระบวนการชุมชน ถ้าเราไม่เข้าใจกระบวนการชุมชนแล้วทำ เช่น อีสานเขียว ต้องเข้าใจและเชื่อมต่อได้”

“ในกระบวนการชุมชน มีสภาผู้นำชุมชน ซึ่งระดับหมู่บ้านมีสภาผู้นำชุมชน เป็นการรวมตัวของผู้นำตามธรรมชาติ ผู้นำที่เป็นทางการ มีผู้ใหญ่บ้าน 1 คน และสภาอบต. 2 คน แต่ผู้นำที่ไม่เป็นทางการมีเยอะเป็นสิบๆ คน ตัวอย่างที่ประจวบฯ มีสภาผู้นำชุมชน 59 คน มีทั้งหญิงและชาย แล้วสำรวจชุมชนเพื่อให้รู้ข้อมูล แล้วทำแผนชุมชน เสนอสู่สภาประชาชน เป็นประชาธิปไตยทางตรง หรือ Direct Democracy เมื่อสภาประชาชนรองรับแผนเป็นของเขาแล้ว เขาก็จะขับเคลื่อนได้เองเพราะเข้าใจ เกิดเป็นการพัฒนาอย่างบูรณาการ ความรุนแรงเป็นเรื่องใหญ่ในโลก ถ้าพัฒนาอย่างสมดุล ความรุนแรงจะหายไป”

“ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มีการวิจัยจากชาวบ้านเป็นหมื่นคน วิจัยชีวิตที่สมดุลแล้วเขาพบว่าต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ จิตใจ สังคมและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ประชาธิปไตย เมื่อเกิดทั้งหมดนี้สังคมจะสันติสุข เป็นสวรรค์บนดิน ทำได้ทั้งระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ตังอย่าง คุณหมออภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูล (โรงพยาบาลอุบลรัตน์) ได้ทดลองชีวิตที่สมดุลจะทำให้หลุดหนี้ มีเงินออมมากขึ้น มีป่าไม้ ทำนา ขุดบ่อเลี้ยงปลา มีกินทุกอย่าง ถ้าปลูกป่าได้ในแต่ละอำเภอจะสามารถสร้างรายได้กว่า 500 ล้านบาทเพื่อเข้าอำเภอ ตัวอย่างระดับตำบล เช่น ตำบลปากพูน เด็กและสตรีมีครรภ์กินนมฟรีเพราะเลี้ยงนมวัว 100 ตัว สำรวจชุมชน มีคนพิการ 832 คน จัดให้มีคนดูแลแบบคนต่อคน ทันสมัยมากมีน้ำมันไบโอดีเซล”

“ถ้าเราเข้าใจหนุนได้ เชื่อมได้ อย่างมหาวิทยาลัยในเมืองไทยกว่า 100 แห่ง ถ้าไปหนุนชุมชนให้เข้มแข็งได้ทุกด้านก็มีความเป็นไปได้ เพียงแค่มหาวิทยาลัย 1 แห่งต่อ 1 จังหวัด การพัฒนาคือ การเชื่อมโยง ถ้าทำแล้วตัดขาด ก็เหมือนตัดแขนขาสุกร ทำให้ไม่มีชีวิต หลักสูตรการอบรมผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เชื่อมโยงเอาของที่แตกต่างมาเชื่อมให้เกิดสิ่งใหม่ เกิดเป็นนวัตกรรม อย่างโลกนี้เกิดจากไฮโดรเจน เกิดจากโปรตรอนตัวเดียว ไฮโดรเจนสองตัวมาฟิวส์กันปล่อยพลังงานนิวเคลียร์ออกมา ออกซิเจนเป็นตัวที่ 8 ที่เกิดขึ้น พอไฮโดรเจนสองตัวกับออกซิเจนมาเจอกัน เกิดเป็นน้ำ ซึ่งมีความแตกต่างจากเดิม มีคุณสมบัติต่างจากเดิม เราต้องมีนวัตกรรมเพื่อออกจากของเดิม”

“ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ นักเชื่อมโยงไปสู่ความสร้างสรรค์”

สังคมไทยความลำบากอยู่ที่ชนชั้นนำไม่เข้าใจชนชั้นล่าง ผู้นำ 5 กลุ่มที่มีอิทธิพลทางสังคม คือ (1)นักการเมือง (2)ข้าราชการ (3)นักวิชาการ (4)นักธุรกิจ และ (5)สื่อมวลชน คนเหล่านี้ต้องเข้าใจคนข้างล่าง เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่ความสร้างสรรค์ซึ่งเชื่อมโยงกัน”

“เรื่องระบบการศึกษา สิ่งที่มหาวิทยาลัยควรทำคือ ควรส่งนักเรียน นักศึกษาไปอยู่กับชาวบ้าน บ้านละคน แต่ไม่ใช่การไปตั้งค่าย สร้างโรงเรียนแต่ต้องไปอยู่กับชาวบ้าน เพื่อไปซึมซับวิถีชีวิต ทำให้เด็กมีจิตสำนึกซึ่งมีพลังมากกว่าความรู้ ชาวบ้านแม้จะไม่มีเงินแต่จะหาอาหารให้ ความจนนั้นทำให้คนรักกัน เจ้าชายสิทธัตถะไปสัมผัสคนแก่ เห็นคนเจ็บ คนตาย เกิดจิตสำนึกใหม่ เกิดฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้า เกิดจากการไปสัมผัสความจริงของชีวิต กำแพงวังกั้นเจ้าชายสิทธัตถะเท่ากับกำแพงการศึกษากั้นนักศึกษาออกจากความจริงของชีวิต เมื่อนักศึกษาได้ไปเรียนรู้ชีวิตชาวบ้านสักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ ก็จะเชื่อมครูอาจารย์ พ่อแม่ เวลาที่ลงไปในชุมชนเห็นแผนชุมชนก็จะมีความคิด มีเทคโนโลยีหรือความรู้ที่จะเชื่อมในชุมชนก็เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ หากทำได้จริงก็จะเห็นผลภายใน 4-5 ปี”

ศ.นพ. ประเวศ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมมีความมั่นใจ ยิ่งเมื่อมาเห็นหลักสูตรนี้สามารถเชื่อมโยงคนได้จากหลากหลายอาชีพ ทั่วราชอาณาจักร สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะการจัดการ Management makes the impossible possible. ธุรกิจกับการพัฒนาเป็นการจัดการ ไม่ได้ให้เงินเพียงอย่างเดียว”