วิชา*
6:50 น.
“หน้าหนาวนี่มืดเร็วสว่างช้า หรือมืดเร็วสว่างเร็ว” พ่อตั้งคำถามก่อนบิดกุญแจสตาร์ท
“… มืดเร็ว … (หยุดคิด) สว่างเร็วมั้ง หรือไม่ใช่” ลูกตอบเสียงงัวเงีย
ความพยายามที่จะแหวกหนังตาตัวเองในตอนเช้ามืด เร่งอาบน้ำแปรงฟันคล้ายกำลังเข้าค่ายฝึกวิชาทหารแบบนี้ ไม่ได้เป็นภาระกิจเฉพาะสำหรับนักเรียนเท่านั้น!
ควอลิตี้ทามที่พ่อหรือแม่ถามหา ถ้าไม่ใช่เวลานี้แล้วจะเป็นเวลาไหน?
“อาชีพที่ลูกอยากเป็นตอนเด็กๆ กับเวลานี้ยังเหมือนเดิมไหม” พ่อเปิดประเด็น
เด็กชายวัยกำลังใช้เงินเงียบเสียงคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “อืมมม ลูกยังอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน หรือไม่ก็สถาปนิกเหมือนเดิมนะ” ลูกตอบ
“แล้วเพื่อนๆ ล่ะ เด็กเดี๋ยวนี้โตขึ้นอยากเป็นอะไรกัน” พ่อหมุนพวงมาลัยไปตามทางลัดก่อนตัดเข้าถนนใหญ่
“สถาปนิกก็มี อยากเปิดร้านอาหารก็มี พวกเกรียนๆ อยากเป็นครูก็มี …” ลูกตั้งใจจะพูดต่อแต่พ่อสงสัย “ทำไมต้องเกรียน”
“มันบอกว่าโดนครูด่า งั้นโตขึ้นเป็นครู จะได้ไปด่านักเรียนบ้าง” ลูกพูดจบ ทั้งสองก็ประสานเสียงหัวเราะให้กับความเกรียนของเด็กยุคนี้
“เวลาเด็กบอกอยากเป็นสถาปนิกนี่ รู้เหรอว่าสถาปนิกต้องอะไรบ้าง” พ่อพยายามหาทางเข้าเรื่อง
“ก็เขียนแบบ ออกแบบ ลูกชอบตรงที่มันใช้วิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้ศิลปะด้วย อะไรแบบนั้น” ลูกตั้งใจอธิบาย
“อืม ฟังดูเหมือนว่าสถาปนิกทำหน้าที่เชื่อมความฝันกับความจริงนะ ว่ามั้ย” พ่อชวนคิดตาม ลูกพยักหน้า
“ลูกรู้ใช่ไหม คุณปัญญาเวิร์คพ้อยท์นั่นก็สถาปนิก สถาปนิกเมืองไทยหลายคนทำงานในวงการโทรทัศน์ (ลูกพยักหน้าหงึกๆ)
… ถ้าลองสังเกตุดูดีๆ แต่ละสาขาวิชามีวิธีคิดที่แตกต่างกันนะพ่อว่า คือเราไม่ได้เรียนแค่วิชาตามหลักสูตรเท่านั้น วิธีคิดหรือกรอบคิดของวิชานั้นๆ เป็นสิ่งที่เราซึมซับมาด้วยแบบไม่รู้ตัว” พ่อหันไปเช็คระดับความสนใจ
“….” ลูกเลิกคิ้วถาม
พ่อลดกระจกหน้าต่างจ่ายเงินค่าทางด่วนแล้วพูดต่อ “อย่างสถาปนิกไม่ได้สอนวิชาออกแบบบ้าน เขียนแบบบ้านเท่านั้น เขาสอนให้เราทำความฝันให้เป็นความจริง เชื่อมโลกวิทยาศาสตร์กับโลกศิลปะเข้าหากัน ลูกว่่าไหม …
นิติศาสตร์ สอนให้เรารู้จักกติกา รู้ว่าทุกอย่างมีองค์ประกอบ มีเงื่อนไข และทำให้เรารู้ด้วยว่าทุกกติกามีช่องโหว่เสมอ
… หรือวิชาเศรษฐศาสตร์ เขาไม่ได้สอนให้เราเป็นพนักงานธนาคาร หรือทำงานเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ที่ไหน เขาสอนให้เรารู้ว่าไม่มีของฟรีในโลก ทุกอย่างมีต้นทุนเสมอ คำว่าราคาเป็นคำเดียวกับราคะ ยิ่งเราอยากได้อะไร เรายิ่งต้องจ่ายหนักขึ้นเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาครอบครอง”
“วิธีคิดหรือกรอบคิดเหล่านี้ต่างหากที่ลูกต้องทำความเข้าใจ และถ้าเราโยงการเขียนการ์ตูนกับวิชาความถนัดทางสถาปัตย์ได้ หรือถ้าเราโยงช่องว่างทางการตลาดกับเงื่อนไขความสำเร็จได้
หรือถ้าเราโยงกิเลส ความอยาก ความต้องการของมนุษย์เข้ากับสินค้าที่ลูกจะผลิตออกขาย วันหนึ่งลูกอาจเป็นสถาปนิก นักเขียนการ์ตูน นักฏหมาย หรือแม้กระทั่งจะกลายเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ภายในวันเดียวก็ยังได้
… ใครจะรู้”
ขุนอรรถ
(ต้น)เหตุ*
7:28 น.
เมื่อวานเพื่ิอนร่วมงานถามว่า “ลูกพี่ไร้คุณธรรม ทำไงพี่”
“ลาออก” ผมตอบ
“โห แรงไปไหม” เธอถาม
“แล้วไร้คุณธรรมที่ว่ามันร้ายแรงหรือเปล่า” ผมเสนอ เห็นเธอเงียบ เลยขอให้เล่ารายละเอียดมา
“ชีโปรดแต่ลูกน้องชาย ชอบเอารถบริษัทไปใช้ เอาแต่ใจไม่ค่อยฟังเหตุผล โดยเฉพาะเหตุผลของลูกน้องฝ่ายหญิง (เธอหายใจเฮือกใหญ่แล้วซัดต่อ)
ระเบียบขั้นตอนที่มีก็เปลี่ยนหมด จริงๆ คือไม่ชอบอยู่ในกฏระเบียบ อ้างโตมาจากสายการตลาดเลยต้องคิดนอกกรอบ กรอบบ้าอะไรพี่อย่่างนี้เรียกนอกคอก
พอทีพนักงานคนอื่นเราอยากให้อยู่ในระเบียบ อ้อ แต่ยกเว้นพนักงานชายที่ชีควงไปไหนมาไหนด้วย ชีออกตัวแทนว่าลักษณะงานต่างกัน …”
เธอกำลังจะอ้าปากจัดหนักมาอีกชุดทำอย่างกับหายใจทางเหงือก ผมเลยยกมือห้ามไว้ก่อนแล้วขอแทรกว่า “ให้เอาผลมาเป็นเหตุ”
เธองง!
ผมชี้แจงต่อ “คืองี้ การแก้ปัญหาโดยไม่รู้เหตุของปัญหานั่นแหละคือปัญหา และยิ่งที่เราคิดว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นเหตุของปัญหาน่ะ แต่จริงๆ มันยังเป็นแค่ผลของปัญหายิ่งเป็นปัญหาเข้าไปใหญ่”
คราวนี้ตาลอย งงหนักกว่าเก่า!!
ผมเปลี่ยนวิธีอธิบายดีกว่า “สมมุติว่า ชีจะชอบเอารถบริษัทไปใช้ยังไงก็ช่างชี แต่เมื่อเกิดผลกระทบกับงานตรงๆ อย่างเช่น ไม่มีรถต้องไปเช่ารถ ทำให้ยอดเงินจ่ายค่าเช่ารถสูงขึ้นจนฝ่ายการเงินทักท้วง(หรือด่า)มาเมื่อไหร่ ก็ให้หยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุให้แก้ไขกันไปตามเหตุ”
เมื่อเรานำผลมาเป็นเหตุชั้นแรก แล้วค่อยๆ แก้ไขตามเหตุทีละชั้นค่อยๆ ลึกลงไป ในที่สุดก็จะเจอต้นเหตุเอง …
จริงอยู่ เราอาจเป็นคนทำงานเก่งมากจนสามารถรู้”ต้นเหตุ”ได้ทันที่เกิดปัญหา และเสนอให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุทันที แต่วิธีที่ว่ามักแก้ปัญหาไม่ได้เพราะไม่มีใครยอมรับว่าเป็นตัวปัญหา โบ้ยกันไปเป็นทอดๆ ก็ลองเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาแบบค่อยๆ ย้อนหาเหตุลงไป
แม้วิธีนี้อาจไม่ทันใจ แต่ถ้ามันแก้ปัญหาได้ก็น่าลอง
ขุนอรรถ
กันสมิธ (7)
ฉาก 15 : ขบวนแห่พระแม่มารีต้องหยุดชะงักอย่างกะทันหัน ถนนปูด้วยหินรอบโบสถ์สับสนอลหม่านไปด้วยผู้คนนับร้อยที่ต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดหลังเสียงปืนดัง
เสียงผู้คนดังเอะอะด้วยความตระหนก เมืองคาสเทลเวคกิโอไม่เคยมีเหตุการณ์ใดให้ต้องแตกตื่นตกใจเช่นนี้มาก่อน
แจ๊คล้มตัวลงเหนือคาร่า เขาพยายามสาดสายตาหาจุดกำเนิดเสียง เมื่อแน่ใจว่าจุดกำเนิดเสียงอยู่ไกลและนั่นไม่ใช่เสียงจากปลายกระบอกปืนซุ่มยิงอย่างที่ควรจะเป็น เขาหันกลับมาหาคนรักเธอด้วยสายตาเป็นห่วง “คุณโอเคนะ”
คาร่าและแจ๊คลุกขึ้นยืนในขณะที่ผู้คนยังวิ่งผ่านหน้าคนละทิศทาง “แจ๊ค เกิดอะไรขึ้น” คาร่าถาม แววตาของเธอเหมือนไม่มั่นใจอะไรสักอย่าง
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันที่รัก ช่างเถอะ ผมต้องไปทำงานให้เสร็จ คุณไปรอผมที่เดิม ไปรีบไป” แจ๊คเขย่าตัวคาร่าเบาๆ แต่หนักแน่น คาร่ารู้ว่าชีวิตของแจ๊คเต็มไปด้วยความลับ แต่เธอเชื่อในความรักครั้งนี้มากกว่า แจ๊คมองคาร่านิ่งจนเชื่อว่าสามารถเรียกสติของเธอกลับคืนมาได้แล้ว เขาจึงเร่งเท้าออกเดินไปบนถนนข้างโบสถ์ด้วยความระมัดระวัง
ฉาก 16 : มุมโบสถ์โบราณเป็นอาคารสูง 2 ชั้น กระเบื้องหลังคาหลายแผ่นตกลงมาแตกกระจายบนทางเดิน ร่างหญิงสาวใส่โอเวอร์โค้ทสีน้ำตาลอ่อนนอนบิดเบี้ยวห่างจากประตูโบสถ์ไม่ถึง 2 เมตร ไม่ไกลจากร่างของเธอมีปืนซุ่มยิงเก็บเสียงกระบอกยาวตกอยู่!
แจ๊คมองเห็นร่างนั้นจากระยะไกล เขารู้ว่าเธอคนนั้นคือมธิลดา! นั่นทำให้เขาหยิบปืนพกพร้อมยิงออกมาแล้วรุดเข้าไปถึงร่างหญิงสาวก่อนใคร
ใบหน้าด้านขวาของมธิลดาแหลกเละจนแทบจะไม่น่ามีใครจดจำได้ เธอนอนนิ่งแทบไม่เคลื่อนไหว สังเกตุได้เพียงลมหายใจรินๆ แผ่วลงทุกที
นักสังหารมือสองอย่างมธิลดาย่อมรู้ดีว่า สักวันไม่เขาก็เธอต้องตายจากคมกระสุนด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่นึกว่าเธอจะเสียท่าโดนแจ๊คตบตาสลับกลไกภายในปืนซุ่มยิงก่อนส่งมอบ
วิถีกระสุนทะลวงย้อนกลับด้านกลายเป็นระเบิดขนาดเล็กที่มีพิษสงมากเพียงพอต่อการสังหารผู้เล็งยิงเสียเอง
เสียงฝีเท้าของผู้คนยังคงดังผ่านไปมาโดยไม่สนใจใยดีต่อเหตุการณ์ต่างๆ เบื้องหน้า แจ๊คและมธิลดามองตากันด้วยเข้าใจในธรรมชาติและความเป็นไปของสายอาชีพนี้
“ใคร?” แจ๊คย่อตัวลงถามข้างๆ ร่างของมธิลดา
พิษของบาดแผลทำให้มธิลดาไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำๆ ได้ แจ๊คโน้มตัวลงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เขาได้ยินเพียงเสียงตะกุกตะกักจากลำคอที่เต็มไปด้วยเลือดข้น
แจ๊คเงยหน้าขึ้นแล้วถอนใจ “พัลล์อยู่ที่นี่ด้วยใช่ไหม” มธิลดากระพริบตาแทนคำตอบ
“ขอบคุณ” แจ๊คกล่าวพลางพยักหน้าเหมือนต้องการให้มธิลดารู้ว่าเขานับถือทั้งฝีมือและหัวใจของนักสังหารอย่างเธอ … นี่อาจเป็นเสมือนเสียงสวรรค์สุดท้ายที่มธิลดาได้ยิน
แจ๊คละจากมธิลดาแล้วมุ่งหน้าผ่านผู้คนที่มุงดูไปทางหอนาฬิกาอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองเขาจากทางเดินในที่สูง
ฉาก 17 : ทางเดินและบันไดแคบๆ ปูด้วยหินลัดเลาะไปตามบ้านเรือน เสียงฝีเท้ากึกกักสะท้อนไปมายากต่อการกำหนดทิศทางของเสียง แต่สำหรับนักสังหารแล้ว มันไม่ยากเกินคาดเดาอารมณ์จากฝีเท้าได้
แจ๊คเร่งหนีเสียงฝีเท้าหนึ่งอย่างตั้งใจ เขาดูเป็นกังวลและมีอาการกระสับกระส่ายเมื่อเสียงฝีเท้าขยับใกล้เข้ามาทุกที โดยเฉพาะเมื่อแจ๊ครู้ว่าเสียงฝีเท้านั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรสักอย่างไม่ต่างจากเขา
เส้นทางแคบๆ ทำให้รู้สึกคล้ายกับกำลังเดินเข้าไปในซอยตัน แจ๊คหันมาตรวจสอบเสียงฝีเท้าเป็นระยะๆ แล้วจู่ๆ เสียงฝีเท้าของผู้ติดตามก็เงียบลงกะทันหัน แจ๊คหยุดเดินแล้วหันไปดูรอบตัว
แทนที่เป็นด้านหลัง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เงาดำของผู้ชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงเชิงบันไดด้านหน้า ห่างจากแจ๊คไม่เกิน 20 ก้าว
“โป้ โป้” แจ๊คยกปืนขึ้นยิงโดยไม่ลังเล ชายในเงาดำล้มลง เสียงจากปืนของแจ๊คก้องกลบเสียงกระสุน 2 นัดจากปืนเก็บเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง!
แจ๊ครู้ว่าเขาพลาดท่าเสียแล้ว สัญชาติญาณบอกเขาว่าต้องจัดการกับต้นเหตุให้ได้เสียก่อน “โป้ โป้” แจ๊คหันกลับมายิงพัลล์ที่ปรากฏตัวอย่างเงียบๆ พร้อมปลายกระบอกปืนเก็บเสียงที่ส่องมาทางแจ๊ค
เสียงปืนยังสะท้อนก้องไปรอบบริเวณ แจ๊คทรุดตัวลงนั่งบนเข่าในมือเขายังกำปืนเล็งไปที่เป้าหมาย ส่วนพัลล์ล้มกลิ้งนอนพับไปต่อหน้า
เมื่อมั่นใจว่าคมกระสุนเข้าจุดสำคัญของเป้าหมาย แจ๊คค่อยๆ ประคองตัวลุกเดินหนีไปจากที่เกิดเหตุ
ฉาก 18 : ในรถเฟียตเก่าๆ ของแจ๊ค เขากำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมาย มือขวาของเขากำพวงมาลัย ในขณะที่มือซ้ายกุมท้องชุ่มเลือด ระยะทางที่เคยใกล้กลับยิ่งไกลกว่าความเป็นจริง แจ๊คมองตั๋วเครื่องบิน 2 ใบวางอยู่บนเบาะด้านขวา
แจ๊คนึกถึงภาพสุดท้ายที่เขาเห็นพัลล์ นึกถึงคำพูดหลายอย่างของพัลล์ซึ่งครั้งหนึ่งแทบจะเป็นเพื่อนคนเดียวของเขา
“แจ๊ค คุณก็รู้ว่า การก้าวออกจากงานนี้เป็นเพียงแค่การก้าวจากมุมมืดหนึ่งไปสู่อีกมุมมืดหนึ่งเท่านั้น”
“งานแบบนี้ไม่เหมาะให้เราสร้างความสัมพันธ์กับใครหรอกแจ๊ค”
“ผู้คนทั่วไปมองว่านักสังหารคือคนร้าย แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่าเราไม่ได้ฆ่าคน เรากำลังลงมือฆ่าความชั่วร้ายที่ไม่มีใครจัดการมันได้มากกว่า”
ภาพของเป้าหมายสังหารหลายรายหลุดผ่านเข้ามาในสมอง สำหรับแจ๊ค การสังหารไม่ใช่เรื่องส่วนตัว หากแต่มันมีเหตุผลมากมายยิ่งกว่าการมองเพียงชั้นเดียว
แจ๊คกัดฟันแน่นแล้วทุบพวงมาลัยหลายต่อหลายครั้งเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ภาพพล่ามัวที่เขาเห็นเบื้องหน้าไม่ใช่เส้นทางลัดเลาะเนินเขา แต่หากเป็นภาพหญิงสาวคนรักที่กำลังรออยู่ริมลำธาร – ที่เดิมที่นั่น
รถเฟียตสีน้ำเงินเลี้ยวตัดออกจากถนนหลวงผ่านป่าโปร่งเข้าไปยังลำธารธรรมชาติที่อยู่ข้างหน้า แจ๊คเห็นคาร่ายืนรออยู่ ท่าทางเป็นกังวล
“แจ๊ค” เขาอ่านคำจากริมฝีปากของคาร่า
ภาพที่เห็นช่างพล่ามัวราวกับมีม่านหมอกหนาขวางเขาและคาร่าไว้ ผีเสื้อตัวใหญ่ขยับปีกใสสีขาวโบกตัวบินขึ้นไปเหนือทุ่งหญ้าเชิงเขา
เสียงคาร่าดังมาจากริมลำธาร แจ๊คมองเห็นเธอไกลๆ เขาเห็นเธอกวักน้ำสาดมาทางแจ๊ค “แจ๊ค แจ๊ค มาเล่นน้ำกัน” คาร่าและสายน้ำธรรมชาติที่ปรากฏตรงหน้าเป็นภาพจริงที่สวยงามกว่าภาพฝัน
แจ๊คไม่ตอบอะไร สายตาที่เขามองคาร่าเต็มไปด้วยความเข้าใจ โลกกว้างใบนี้ไม่ได้มีสถานที่ปลอดภัยไปเสียทั้งหมด
จบบริบูรณ์
(End title)
ขุนอรรถ
กันสมิธ (6)
ฉาก 13 : ไกลจากตัวเมืองออกมาประมาณ 30 นาที แจ๊คขับรถเฟียตมาจอดหน้าลานกว้าง บริเวณนี้เป็นจุดพักรถระหว่างการเดินทาง มีปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก และร้านอาหาร 2-3 ร้านเป็นอาคารติดๆ กัน
แจ๊คเลือกโต๊ะค่อนไปทางด้านท้ายร้านอาหาร ด้านหลังเป็นผนังห้องน้ำ จากจุดนี้แจ๊คสามารถมองเห็นบริเวณร้านได้เกือบทั้งหมด ทำเลที่เขาเลือกทำให้รู้ว่านัดหมายเช้านี้คงไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ทั่วไป
“สวัสดีแจ๊ค” มธิลดาเปิดประตูกระจกด้านหน้าร้านอาหารเดินเข้ามาและกล่าวทักทาย
แจ๊คยกกระเป๋าแซมโซไนท์สีดำขึ้นมาวางบนโต๊ะ เขามีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าการพบกันครั้งก่อน “ระยะเหนี่ยวไกกับศูนย์เล็งผมปรับให้เรียบร้อยแล้ว” เขาบอก
เสียงพนักงานพูดคุยกันอยู่ไกลๆ หลังเครื่องทำกาแฟ ผู้คนในร้านอาหารบางตา มธิลดามองหน้าแจ๊คเหมือนต้องการถามอะไรสักอย่าง แจ๊คมองนักสังหารหมายเลขสองเหมือนกำลังนั่งอยู่กับมธิลดาเพียงลำพัง
“ฉันขอตัวสักครู่!” มธิลดาคว้ากระเป๋าแซมโซไนท์แล้วลุกขึ้นเดินไปทางห้องน้ำหญิง
แจ๊คเลิกคิ้วด้วยความสงสัย เวลาสุ่มเสี่ยงแบบนี้เหตุการณ์อะไรก็เกิดขึ้นได้ แจ๊คกระสับกระส่ายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาตัดสินใจหยิบปืนพกประจำตัวจากกระเป๋าด้านในออกมาซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทด้านนอก
มธิลดาวางกระเป๋าแซมโซไนท์ลงบนเคาเตอร์อ่างล้างหน้าแล้วใส่รหัส 014 กระเป๋าถูกเปิด เธอหยิบแผงวางอุปกรณ์หลอกตาออก ปืนซุ่มยิงถอดเป็นส่วนๆ วางเรียงอย่างดีอยู่ในนั้น
เมื่อเห็นว่าอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยดี มาธิลดาปิดฝากระเป๋าแซมโซไนท์แล้วล้วงหยิบปืนพกออโตเมติกในกระเป๋าสะพายออกมา เธอหมุนกระบอกเก็บเสียงแน่นแล้วเก็บปืนเข้าที่ เธอมองตัวเองในกระจกด้วยสายตานิ่งเรียบและถอนใจ
…
“ทุกอย่างเรียบร้อยดี” มธิลดาบอกขณะยืนอยู่หน้าโต๊ะ แจ๊คยืนขึ้น มือล้วงกระเป๋าสูทแล้วพยักหน้า
มธิลดาเดินนำแจ๊คไปที่รถของเธอ ประตูรถถูกเปิดออกเพื่อวางกระเป๋าพร้อมกับก้มหยิบซองสีน้ำตาลในรถออกมา ส่วนแจ๊คกำปืนไว้ เขาเหลือบตาไปรอบๆ บริเวณพร้อมกับภาวนาให้ทุกอย่างจบลงโดยดี
ลมกระโชกผ่านเขาและเธอ วินาทีเผชิญหน้ามาถึงแล้ว มธิลดายื่นซองใส่เงินสีน้ำตาลให้แจ๊ค เขารับมันไว้ด้วยมือซ้าย ทั้งสองยืนมองหน้าเหมือนรอเวลาเหมาะสม
ครืดดด …
เสียงรถบัสสีส้มจอดห่างไปสัก 10 เมตร นักเรียนหลายสิบคนเดินลงมาผ่านหน้าเขาทั้งสองเข้าไปในร้านขายอาหาร
การยิงต่อสู้กันต่อหน้าเด็กๆ แม้ไม่ใช่ข้อห้ามของนักสังหาร แต่ถ้าเลือกได้พวกเขาเลือกไม่
“ขอให้โชคดี” มธิลดาเปิดประตูรถและเข้าไปนั่งทั้งที่มือขวายังซุกอยู่ในกระเป๋าสะพาย แจ๊คยืนมองเธอขับรถห่างไปจนลับตา
ฉาก 14 : หน้าโบสถ์กลางเมืองคาสเทลเวคกิโอ เทศกาลแห่พระแม่มารีประจำปีดึงดูดผู้คนในเมืองและนักท่องเที่ยวหนาตากว่าเวลาปกติ คาร่าชะเง้อรอแจ๊คที่ยังไม่มาตามเวลานัดหมาย
“แจ๊ค” คาร่าส่งเสียงดีใจเมื่อเขาเดินเข้ามาสัมผัสไหล่เธอจากด้านหลัง
“คุณไปไหนมา” คาร่ากระชับปกเสื้อสูทของแจ๊คเพื่อโน้มตัวเขาลงมาก่อนประทับจูบอบอุ่น
แจ๊คยื่นซองสีน้ำตาลใส่มือคาร่าแล้วบอกว่า “เราจะไปอเมริกาด้วยกัน”
“คุณหมายถึงเราสองคน เราจะไปด้วยกันใช่ไหม” คาร่าพูดติดๆ ขัดๆ เธอจ้องมองแจ๊คด้วยใบหน้าสงสัยและน้ำตารื้น แจ๊คพยักหน้านิ่งแล้วกอดคาร่าไว้
แจ๊ครู้ดีว่าตอนจบไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่บอกคาร่าไป เขาจับไหล่ของเธอไว้แน่นพร้อมกับแหงนมองขึ้นไปทางหลังคาโบสถ์และบริเวณรอบๆ เหมือนกำลังมองหาใครสักคน
“คุณเก็บซองนี้ไว้แล้วไปรอผมที่เดิม ผมยังมีงานที่ต้องทำให้เรียบร้อย เสร็จแล้วผมจะตามไปหาคุณทันที” แจ๊คเขย่าตัวคาร่าเบาๆ
ศูนย์เล็งของปืนซุ่มยิงจากมุมสูงทาบลงตรงท้ายทอยแจ๊คขณะเขาจูบคาร่าเนิ่นนาน
ปัง!
โปรดติดตามตอนต่อไป
ขุนอรรถ
กันสมิธ (5)
ฉาก 11 : ห้องหมายเลข 102 เลิฟโฮเต็ลในเมืองคาสเทลเวคกิโอ
เสียงดังเปาะแปะจากห้องน้ำปลุกแจ๊คตื่น บนเตียงผ้าปูยู่ยี่มีเขาเพียงลำพัง แจ๊คหยีตามองไปในทิศทางที่แสงสาดเข้ามาจากหน้าต่าง อาชีพของเขาทำให้หลายครั้งตื่นขึ้นมาโดยจำสถานที่หลับนอนไม่ได้
คาร่ากำลังอาบน้ำอย่างสุขใจ ขณะที่แจ๊คยังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มพลิกตัวนอนหงาย เขาถอนใจปล่อยอารมณ์พัดพาย้อนไปในบทรักเมื่อคืน
จู่ๆ สัญชาติญาณของเขาก็ฉุดให้คิดอะไรบางอย่าง ระหว่างเสียงเปาะแปะจากห้องน้ำยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง แจ๊คเขยิบตัวข้ามไปที่โต๊ะหัวเตียงอีกฝั่งหนึ่ง เขาเอื้อมมือเปิดลิ้นชักเล็กๆ ออกพร้อมเหลือบมองไปทางห้องน้ำเพื่อตรวจสอบความแน่ใจ
ในลิ้นชักมีกระเป๋าไหมพรมถักสลับสีหนึ่งใบ ข้างๆ กระเป๋าถักคือนาฬิกาข้อมือผู้หญิงดูเรียบง่ายในแบบของคาร่าวางอยู่ แจ๊คยกกระเป๋าขึ้นแล้วรูดซิบเปิดมันออกมาขณะที่เงี่ยหูฟังเสียงอาบน้ำอย่างระมัดระวัง
แผงยาสีขาว เงินรูโยพับเล็กๆ และ …. ปืนพกขนาดจิ๋ว
จากประสบการณ์ แจ๊ครู้ว่ามันมีศักยภาพเพียงพอต่อการปลิดชีวิตใครสักคน แววตาของแจ๊คปรับเปลี่ยนไปทันทีที่เขาเห็นเครื่องมือสังหาร!
เสียงลูกบิดเชาวเวอร์น้ำดังเอียดๆ ลอดออกมาจากห้องน้ำ แจ๊คจัดสิ่งของทั้งหมดกลับเข้าไว้ที่เดิมของมันและค่อยๆ ปิดลิ้นชักอย่างรู้จังหวะ เขาพลิกตัวกลับมาเปิดลิ้นชักฝั่งด้านที่เขานอน หยิบปืนพกประจำตัวออกมาซุกไว้ใต้หมอนหนุนแล้วแสร้งหลับตานอนด้วยความพร้อมและสับสน
คาร่าเปิดประตูห้องน้ำเดินออกมา ร่างกายเปียกชุ่มถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าเช็ดตัวผืนน้อย แจ๊คเอี้ยวตัวหรี่ตามองคาร่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อรุณสวัสดิ์ คุณบัตเตอร์ฟลาย” เธอส่งยิ้มกล่าวทักทายพร้อมเช็ดผมและพันไว้ด้วยผ้าเช็ดตัวอีกผืน แจ๊คทำทีนอนสอดมือประสานท้ายทอยไว้ ในมือของเขากำปืนไว้อย่างเตรียมพร้อม
คาร่าหยิบเสื้อผ้าที่แขวนไว้ในตู้ออกมาโยนลงบนเตียง เธอปลดผ้าเช็ดตัวออกแล้วเอื้อมหยิบชุดชั้นในตัวบางมาใส่
“แจ๊ค คุณเป็นอะไรรึเปล่า” คาร่าไม่คุ้นเคยกับสายตาอย่างนี้
“เปล่านี่” น้ำเสียงของแจ๊คเร่งให้เกิดบรรยากาศหวาดระแวงอย่างบอกไม่ถูก
“แจ๊ค คุณกังวลคะที่รัก” คาร่าในชุดชั้นในนั่งลงข้างเตียงแล้วเปิดลิ้นชักหัวโต๊ะเพื่อหยิบนาฬิกาข้อมือมาใส่ เธอทำแบบนี้เสมอ แต่สำหรับแจ๊ค สถานการณ์แบบนี้ทำให้เขาตัดสินใจปลดล็อคปืนที่อยู่ใต้หมอน – คลิ้ก!
คาร่าล้วงหยิบนาฬิกาข้อมือออกมาจากลิ้นชักแล้วหันมาหา ภาพที่เห็นคือแจ๊คกำลังเล็งปืนมาที่เธอ
“อะไรแจ๊ค! เกิดอะไรขึ้น!” คาร่าสะดุ้งสุดตัวแล้วถอยพลาดๆ ลงจากเตียงไป นาฬิกาข้อมือของเธอหล่นลงบนพื้นห้อง
แจ๊ครู้ทันทีว่าเขากำลังทำผิดต่อคาร่าอย่างไม่น่าให้อภัย เขาเก็บปืนพกไว้ในลิ้นชักแล้วผลุงเข้ากอดคาร่าที่กำลังขวัญเสีย “ผมขอโทษ ผมขอโทษ” แจ๊คกระซิบบอก
“คุณทำอย่างนี้ทำไม ทำไมแจ๊ค” คาร่าปาดน้ำตาถามด้วยความโกรธ
“ผมเข้าใจคุณผิด แต่คุณพกปืนทำไม” แจ๊คยังกอดคาร่าไว้
“ข่าวไงแจ๊ค คุณไม่เห็นหรือไง พวกเราถูกฆ่าแทบวันเว้นวัน ฉันต้องมีมันไว้ป้องกันตัวบ้าง” คาร่าพูดถึงข่าวที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกับเธอ
เส้นแสงเช้าสาดถึงกลางห้อง แจ๊คยังกอดคาร่าแน่น เขาทำได้เท่านั้นพลางคิดหนักว่าอาชีพของเขาอาจกำลังเพิ่มความไม่ปลอดภัยกับคาร่าได้เช่นกัน
และทั้งที่รู้ว่าคำพูดที่กำลังจะเอ่ยจะทำร้ายเธอและตัวเขาเอง แต่แจ๊คก็กัดฟันพูดออกไปว่า “คาร่า ผมจะไม่อยู่ที่นี่ตลอดไป เมื่อเสร็จงานผมจะกลับอเมริกา”
ทั้งห้องเงียบจนได้เสียงนาฬิกาแขวนอยู่ครู่หนึ่ง … “แจ๊ค คุณพาฉันไปด้วยนะ นะ คุณพาฉันไปด้วย” คาร่าพูดทั้งน้ำตา เธอบรรจงจูบแจ๊คอย่างหมดหัวใจ เธอมั่นใจว่าแจ๊คไม่ใช่แค่โอกาสดีๆ ที่ผ่านมา หากแต่คือชายที่เธอเฝ้าหามาทั้งชีวิต
ถึงนาทีนี้น้ำตาของคาร่าก็พร่างพรู แจ๊คนิ่งเงียบด้วยความเจ็บปวด เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า สำหรับคาร่าแล้ว สิ่งที่อยากพูดไปเหมือนเธอกำลังเปิดไพ่ใบสุดท้าย – ถ้าไม่ได้ก็คือเสีย
แจ๊คไม่ตอบอะไร
…
ฉาก 12 : ช่วงบ่ายคล้อยในเมืองคาสเทลเวคกิโอเหมือนภาพวาดแอบสแตรกโทนสีน้ำชาอังกฤษใส่นม ผู้คนเดินไปมาตามถนนพร้อมกับนกบนท้องฟ้าที่กำลังบินกลับบ้าน แจ๊คยืนอยู่ในตู้โทรศัพท์มุมอาคารปูนสีขาวเรียงรายไล่เป็นขั้นบันได
“พัลล์ ผมนัดส่งของพรุ่งนี้” แจ๊คโทร.แจ้งความคืบหน้าแก่ผู้ดูแล
เสียงจากปลายสายฟังดูอารมณ์ดีกว่าปกติ “ผมทราบแล้ว มธิลดาบอกว่าเธอพอใจผลงานของคุณมาก ผมมีงานใหม่ให้คุณ …”
“พัลล์” แจ๊คขัดจังหวะเหมือนต้องการให้พัลล์หยุดตั้งใจฟังอะไรบางอย่าง
“ว่าไงแจ๊ค” พัลล์รู้สึกแปลก
แจ๊คถอนหายใจสั้นๆ ก่อนพูด “ผมต้องการชีวิตผมคืน ผมขอหยุดเมื่อส่งงานครั้งนี้แล้ว”
แจ๊คและพัลล์ต่างปล่อยให้ลมหายใจของเขาทั้งสองผ่านไปสักระยะ ทั้งสองตระหนักดีว่าการลาออกจากสายงานอาชีพแบบนี้ไม่มีทางเป็นจริงได้จนกว่าลมหายใจของใครสักคนต้องหยุดลงเท่านั้น
“ได้สิแจ๊ค” พัลล์พูดเนิ่บๆ
“ขอบคุณ” แจ๊ควางหูแล้วหยุดคิด เขากวาดสายตามองรอบตัวอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่นาทีนี้ไป ทั้งความเป็นและความตายอาจหมายถึงการได้ชีวิตของเขาคืน
โปรดติดตามตอนต่อไป
ขุนอรรถ